การแข่งขัน จักรยาน รายการต่างๆ ที่น่าสนใจ

รวบรวมการแข่งจักรยาน รายการต่างๆ ที่น่าสนใจ ในส่วนนี้ ผมจะพยายาม หามาฝาก ให้ได้มากขึ้นครับ

จักรยานเสือภูเขา

สำหรับ ท่านที่เป็นแฟน จักรยานเสือภูเขา ทางผมจะพยายาม นำเรื่องราว เกี่ยวกับจักรยานประเภทนี้มานำเสนอให้มากขึ้น ครับ ที่ผ่านมา ผมคิดว่ามันยังน้อยอยู่ โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยถนัด ทางเสือภูเขามากเท่าไหร่ครับต้องขออภัย ไว้ล่วงหน้าหากมีข้อมูลผิดพลาด ครับ

อะไหล่ จักรยาน และเทคโนโลยี ต่างๆ

ในปัจจุบัน มีการพัฒนาไปมากครับ จนเราๆ ท่านๆ แทบจะหาเงิน มาเปลี่ยน อะไหล่พวกนี้กันแทบไม่ทัน ใครที่มีทุนมากหน่อย ก็สบายหน่อยครับ ได้ใช้ของใหม่ ก่อนใครเพื่อน ส่วนใครทุนน้อย ก็คงต้องรอของมือสองกันละครับ

จักรยาน BMX

จักรยาน BMX เป็นจักรยานที่ได้รับความนิยม มาอย่างยาวนาน และการพัฒนาของจักรยานประเถทนี้ ก็ไม่ได้น้อยหน้ากว่า จักรยาน ประเภทอื่นเลยครับ

จักรยาน ไทม์ไทรอัล

จักรยาน ประเภท ไทม์ไทรอัล หรือที่ใครหลายคน เรียกว่าจรวจทางเรียบ นั่นแหละครับ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จักรยาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จักรยาน แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557

วิธีปั่นจักรยาน ให้นิ่ง และนุ่มนวล

วิธีปั่นจักรยาน

บางท่านอาจจะกำลังคิดในใจว่าทำไมผมต้องมาเขียน วิธีปั่นจักรยาน ให้นิ่ง และนุ่มนวลไปเพื่ออะไร (ก็ฉันปั่นธรรมดาๆ มันก็ดีอยู่แล้ว ฉันอยากจะปั่นยังไงมันก็เรื่องของฉัน) นั่นมันก็เป็นสิทธิของท่านครับ แต่ที่ผมจะมาพูดถึงเรื่องนี้ก็เพราะว่า หากเราต้องการจะขี่จักรยานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และใช้พลังงานทุกแคลอรี่อย่างคุ้มค่าที่สุด สำหรับนักปั่นจักรยานทางไกลแล้วละก็พลังงานทุกๆ แคลอรี่ของคุณต้องใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด ส่วนนักปั่นจักรยานระยะสั้นที่ต้องการมี รอบขา (RPM) ระดับเทพ คุณยิ่งต้องเอาใจใส่ในเรื่องนี้ครับ มิเช่นนั้นคุณจะไม่สามารถสัมผัส การปั่นด้วยรอบขา ระดับ 160 รอบ/นาที ขึ้นไป ได้เลยครับ

ทำไม่ต้องปั่นจักรยานให้นิ่ง และนุ่มนวล

  • ประโยชน์ของการปั่นจักรยานให้นิ่ง และไม่วอกแวกนั้น สำหรับนักปั่นจักรยานระยะกลาง และระยะไกล นั้นมันจะช่วยให้คุณ สามารถเซฟพลังงานในการปั่นได้เยอะกว่าการที่คุณโยกหัว หรือลำตัวไปมาตามจังหวะการปั่น ผมว่าคุณคงเคยสังเกตุเห็นนักปั่นจักรยานบางคน ปั่นแบบนั้นมาบ้างแล้วนะครับ ซึ่งมันอาจจะเป็นสไตล์ของตัวเขาเอง แต่คุณอย่าไปทำตามเลยครับ มันเปลืองพลังงานเปล่าๆ
  • หากคุณกำลังปั่นจักรยาน กับกลุ่มเพื่อนๆ ของคุณ หรือกำลังทำการฝึกซ้อมแบบเป็นทีม การที่คุณขี่ได้นิ่ง และไม่วอกแวก มันจะทำให้เพื่อนที่กำลังปั่นตามคุณอยู่มีความมั่นใจในตัวคุณ ไม่ต้องหวาดระแวงว่าคุณจะเป๋ซ้าย หรือขวา อีกทั้งยังช่วยลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุได้ด้วยครับ
  • การที่คุณสามารถปั่นจักรยานได้นิ่ง และนุ่มนวล ในรอบขาที่สูงๆ ได้นั้นมันจะบ่งบอกถึงประสบการณ์ ในการปั่นจักรยานของคุณได้เป็นอย่างดี ซึ่งคนที่จะสามารถทำได้นั้นต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างถูกต้อง และใช้เวลาเป็นแรมปี

คำแนะนำก่อนทำการฝึกปั่นจักรยาน แบบนี้

  • มั่นใจว่าคุณได้ปรับตั้งจักรยานของคุณ ให้พอดีกับสรีระของคุณแล้ว ถ้าคุณยังไม่มั่นใจว่าปรับได้ถูกต้องหรือเปล่า ตามไปอ่านบทความนี้ก่อนครับ การปรับแต่งจักรยานให้เหมาะสมกับผู้ขี่ 
  • คุณได้ใช้รองเท้า และบันไดจักรยาน แบบนักปั่นจักรยานหรือเปล่า ผมคงไม่ต้องบอกนะครับว่านักปั่นจักรยานเขาใช้รองเท้า และบันไดจักรยานกันแบบไหน ถ้าไม่มีคุณก็ไม่สามารถฝึกได้ครับ แต่ผมมั่นใจว่า 100% นักปั่นต้องมีใช้กันครบทุกคน
  • หากคุณอยากจะเป็นตัวสปริ้น ฝีเท้าจัดสิ่งที่คุณขาดไม่ได้เลยคือลูกกลิ้ง (Trainer rollers) อันนี้ไม่มีก็ไม่เป็นไรครับ หากเราพร้อมเมื่อไหร่ก็หาซื้อทีหลังก็ได้ แต่คนที่มีจะได้เปรียบกว่าครับ

วิธีฝึกปั่นจักรยาน ให้นิ่ง และนุ่มนวล ตามแบบของผม


วิธีปั่นจักรยาน ควงเท้า
1. ต้องรู้จักการควงเท้าก่อน (ภาษาจักรยานเขาเรียกควงเท้าจริงๆ นะครับ) สังเกตุภาพข้างบนตรงวงกลมสีเขียวครับ เป็นวงกลม 360 องศา ซึ่งการออกแรงปั่นบนบันไดจักรยานนั้น เราต้องกวาดบันไดเป็นวงกลมดังภาพครับ หากใครไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร หรือไม่เข้าใจที่ผมอธิบายไม่ต้องห่วงครับอ่านข้อสองได้เลย

2. ให้ปั่นจักรยานโดยใช้ขาข้างเดียวปั่น โดยขาอีกข้างไม่ต้องแตะบันไดจักรยาน คุณจะรู้เองครับว่าการควงเท้ามันเป็นอย่างไร เพราะคุณต้องออกแรง ปั่นจักรยาน โดยใช้ขาข้างเดียว และพยายามจำความรู้สึกนั้นใว้ครับเวลาคุณปั่นจักรยานทั้งสองเท้าคุณก็แค่ควงเท้าเป็นวงกลม ให้สัมพันธ์กันทั้งเท้าซ้ายและขวา

3. พอคุณรู้แล้วว่าต้องปั่นควงยังไง คราวนี้ ก็ได้เวลาฝึกปั่นกันบ้างครับ เวลาคุณออกไปฝึกซ้อมจักรยาน ขณะที่คุณกำลังฝึก พยายามนึกอยู่เสมอว่า ตัวต้องนิ่ง หัวอย่าโยก แต่อย่าเกร็ง นะครับเดี๋ยวเป็นตะคริว ผ่อนคลาย ในท่าปั่นที่ถูกต้อง

ลูกกลิ้งแบบ โรลเลอร์
4. หากใครมีลูกกลิ้งแบบ โรลเลอร์ ผมว่าได้เปรียบกว่าครับ เพราะคุณจะสามารถเรียนรู้การควงเท้าได้เร็วกว่าผู้ที่ไม่มีครับ ฉนั้น ก็ยกรถขึ้นลูกกลิ้งไปครับ ปั่นด้วยรอบขาสบายๆ ซัก 10 นาที เพื่อเป็นการวอร์มอัพครับ หลังจากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มรอบขาขึ้นเรื่อยๆ พอรอบขาของคุณไปแตะที่ 100รอบ/นาที ให้คงที่ไว้ครับ ปั่นไปให้ครบ 30 นาที แล้วค่อยวอร์มดาวน์ สาเหตุที่ผมให้ปั่นคงที่ที่ 100รอบ/นาที เพราะว่า คนที่ไม่เคยขึ้นลูกกลิ้งประเภทนี้ หากใช้รอบขาเยอะกว่านี้ ผมกลัวว่าจะกระเด็นตกลูกกลิ้งได้ครับ ซึ่งพอเราปั้นจนชำนาญแล้วจึงค่อยๆ เพิ่มรอบขาเข้าไปครับ พอนานวันเข้าคุณก็จะชำนาญ ซึ่งผมเชื่อว่า รอบขา 130รอบ/นาที ปั่นไปครึ่งชั่วโมง แล้วสปริ้น สุดๆ ปิดท้ายอีก 2 - 3 นาที ก่อนวอร์มดาวน์ คุณจะสามารถทำได้เองครับ หากคุณตั้งใจจริงผมว่ารอบขาตอนสปริ้น ระดับ 160รอบ/นาที หรือมากกว่านั้นคุณก็สามารถทำได้ครับ

5. หลังจากคุณฝึกปั่นบนลูกกลิ้งแล้ว คุณลองยกจักรยาน ออกมาปั่นเพื่อวอร์มดาวน์บนถนนจริงๆ คุณจะรู้สึกได้เลยครับว่า คุณปั่นจักรยานได้นิ่งกว่าเดิมเยอะครับ

เมื่อคุณฝึกจนมีความชำนาญแล้วผมเชื่อว่า คุณจะสามารถปั่นจักรยาน ได้นิ่ง และนุ่มนวลขึ้น จนเพื่อนๆ คุณอาจแปลกใจ ว่าคุณไปทำอะไรมาถึงได้ปั่นแบบนิ่มๆ แต่เร็วจนพวกเพื่อนๆ บอกว่ารอเราด้วยฉันตามไม่ทัน และคุณอาจกลายเป็นกำลังสำคัญของทีมไปเลยก็ได้ครับ


บทความแนะนำอื่นๆ ปั่นจักรยานแล้วมีสุนัขไล่กัดควรทำอย่างไร

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

มาปั่นจักรยานไปทำงานกันนะครับ

ปั่นจักรยานไปทำงานช่วงนี้ผมได้มีโอกาส ออกไปปั่นจักรยานออกกำลังตอนเช้าบ่อยกว่าแต่ก่อนมากครับ คงเป็นเพราะเรื่องงานเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้วครับ เลยมีเวลาใส่ใจกับสุขภาพกันหน่อย ช่วงเวลาที่ผมชอบออกไปปั่นจักรยาน โดยมากแล้วจะเป็นช่วงเช้าครับ ระหว่าง 6:00 น. ไปจนถึง เกือบๆ 8:00 น. เหตุที่ผมชอบออกไปปั่นจักรยานตอนเช้าๆ ก็เพราะว่าตอนเช้าอากาศ จะดีกว่าตอนเย็น ครับและการจราจร ไม่ค่อยคับคั่งเท่าตอนเย็น ผมเป็นคนหนึ่งครับ ที่ติดการฟังเพลงเวลาปั่นจักรยาน แต่ผมจะเปิดเสียงพอเหมาะครับไม่เปิดดังจนเกินไป เพราะเราต้องคอยฟังเสียง การจราจรรอบตัวเราด้วยครับ หากเปิดเสียงดังซะจน ไม่ได้ยินอะไรเลยนอกจากเสียงเพลงผมว่ามันอันตรายครับ

โดยส่วนตัวแล้วตอนเด็กๆ ผมเริ่มปั่นจักรยานไปโรงเรียนตั้งแต่ ป.3 ครับ ปั่นไปกับพี่สาวผมเองครับ แต่คนละคันครับ เพราะอยู่่คนละโรงเรียนครับ ระยะทางจากบ้านไปโรงเรียนประมาณ 5 - 6 กิโลเมตร ครับ ตอนนั้นผมตื่นเต้นมากครับ เพราะได้ปั่นจักรยานไปโรงเรียนเอง เด็กๆ ส่วนใหญ่ก็รู้สึกแบบนี้แหละ แต่ปัจจุบันพ่อแม่ส่วนใหญ่จะกลัวว่าลูกๆ จะประสบอุบัติเหตุ ระหว่างการเดินทางเลยมักจะไปส่งลูกหลานเองทุกเช้าครับทั้งๆ ที่โรงเรียนอาจจะอยู่แค่ปากซอยแค่นั้นครับ โดยที่บ้านผมจะสอนให้ลูกๆ ทุกคนรู้จักช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่เด็ก อะไรที่พอทำได้ก็ต้องทำเองครับ อะไรที่เรายังทำไม่ได้ผู้ใหญ่ก็จะจัดการให้ครับ ผมยังจำได้ตอนที่ผมหาเงินด้วยตัวเองได้ครั้งแรกครับ ตอนนั้นผม อยู่ประมาณ ป.4 เห็นจะได้ คือผมไปช่วยพี่ข้างบ้านเขาล้างรถ ให้ลูกค้าที่มาใช้บริการในสโมสร ตอนแรกผมไม่ได้คิดอะไรครับ ไปช่วยเขาล้างเพราะผมว่ามันสนุกดี คือผมเป็นคนชอบรถด้วยครับ พอล้างเสร็จพี่เขาให้เงินผมมา 20 บาท ตอนแรกผมก็ไม่เอาหลอกครับแต่พี่เขาบอกว่าเอาซื้อขนมเถอะ ผมก็รับไว้ครับ (ผมกลัวพี่เขาเสียใจครับเลยรับไว้ จริงๆ ก็อยากได้ครับแต่เกรงใจ ^,^!!) ผมว่า 20 บาทสมัยผมนั้น มันเยอะมากครับ ผมได้เงินค่าขนมไปโรงเรียนวันละ 2 บาท ผมยังจำได้ดีครับ เรื่องอาหารกลางวันผมทานที่โรงเรียนครับ เพราะพ่อผมจ่ายให้แม่ค้าเป็นรายเดือนครับ ไม่ให้เงินผมไปซื้อเอง ถ้าให้ผมซื้อเองผมไม่ซื้อครับ ผมเอาไปซื้อของเล่นหมด ข้าวปลาไม่กินกันเลยครับช่วงนั้น ของเล่นต้องมาก่อน ^-^!! เด็กๆ ก็เป็นแบบนี้แหละครับ

ปั่นจักรยานไปโรงเรียนวกกลับมาว่าเรื่องปั่นจักรยานไปทำงานกันต่อครับ ทุกครั้งที่ผมออกไปปั่นจักรยานตอนเช้า ผมจะไม่ค่อยเห็นใครปั่นจักรยานไปทำงานกันเลย ถึงเห็นก็จะน้อยมากครับ ผมว่าไม่น่าจะถึง 1 % ด้วยซ้ำไปครับ และที่ผมเห็นนั้นโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นชาวต่างชาติครับ คนไทยน้อยมากครับ คือแทบจะไม่เห็นเลยครับ ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ยังมองว่าคนที่ปั่นจักรยานไปทำงาน หรือไปเรียนนั้น "กระจอก" ฐานะทางสังคมต่ำ ผมขอใช้คำแบบตรงๆ โดนๆ เลยครับ (ถ้าแรงไปก็ขออภัยด้วยครับ!!) ผมว่าประเทศเรายังเจริญแบบช้าๆ หรือคงที่ ก็เพราะว่ายังมีคนจำพวกนี้ เยอะเกินไปครับ ส่วนตัวผมคิดว่า การที่เราปั่นจักรยานไปทำงานนั้น ไม่ว่าจักรยานเราจะราคา หลักร้อย หรือหลักแสน มันก็มีผลดีต่อสุขภาพทั้งนั้นครับ ส่วนเรื่องประหยัดค่าเดินทางนั้น ผมถือเป็นผลพลอยได้ครับ หลายคนอาจมองต่่างจากผมก็ไม่เป็นไรครับ ทำไมผมถึงยกให้เรื่องสุขภาพต้องมาก่อน เรื่องเงินๆ ทองๆ นะหรือครับ เพราะคงไม่มีใครเขาไปในโรงพยาบาลแล้วบอกหมอว่า "ผมหรือดิฉัน ขอซื้อสุขภาพดี ระยะเวลา 1 ปีค่ะ" สุขภาพดีนั้นหาซื้อไม่ได้ครับต้องทำกันเอาเอง นั่นคือการออกกำลังกายเป็นประจำ ทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ และถูกหลักอนามัย ส่วนแพทย์นั้นเขาสามารถให้คำปรึกษา, แนะนำ และรักษาเราเวลาเราป่วยครับ

สิ่งที่ควรระมัดระวังในการปั่นจักรยานไปเรียน หรือทำงาน

  • หากเส้นทางนั้นที่เราเดินทางนั้นมีทางสำหรับจักรยาน เราควรปั่นอยู่ในทางดั่งกล่าว
  • สวมหมวกนิรภัย ทุกครั้งที่ออกไปปั่นจักรยาน
  • สิ่งที่ผมกลัวที่สุด เวลาปั่นจักรยานในเมืองก็คือ คนจอดรถแล้วเปิดประตูรถยนต์ แบบไม่ดูตาม้าตาเรือ คือเขาจะไม่สนเลยครับว่า จะมีรถอะไรตามมาหรือเปล่า จะเอาเท่อย่างเดียว และเหตุการณ์นี้ก็เคยเกิดขึ้นแล้วครับ แต่ไม่ได้เกิดกับผมนะครับ แต่เกิดกับเพื่อนที่ปั่นจักรยาน ด้วยกัน เจ็บหนักครับ ขอบอก ทำให้ผมเป็นคนระแวงตลอดเวลา เวลาขี่จักรยานแซงรถยนต์ที่จอดอยู่ตามไหล่ทาง ผมจะพยายามระวังตลอด กลัวเขาเปิดประตูมาแบบกระทันหัน ครับ
  • หากปั่นจักรยานในเมืองที่มีการจราจรแออัด สิ่งที่ลืมไม่ได้คือผ้าปิดจมูกครับ ตอนนี้มีหลายแบบน่ารักๆ ทั้งนั้นครับ ซื้อมาใช้ สัก 2 - 3 อัน เอาแบบที่ซัดได้ก็ดีครับ
  • เคารพ กฏจราจร และปฏิบัติตาม ด้วยนะครับ ไม่ใช่เคารพอย่างเดียว

ระยะทางจากบ้านถึงที่ทำงานหรือ โรงเรียนหากไม่ไกลมาก ปั่นจักรยานไปดีกว่าครับ (ปล. ไม่ไกลมาก ในความคิดของผมคือ ระยะทางไม่เกิน 15 กิโลเมตรครับ)


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ : น้ำหนักของจักรยานนั้นสำคัญไฉน

วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ตารางกำหนดการแข่งขันจักรยาน ชิงแชมป์ประเทศไทย ปี 2555

การแข่งขันจักรยานประเภทถนน ชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (คิงส์คัพ), การแข่งขันจักรยานเมาเท่นไบค์ ชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และการแข่งขันจักรยาน BMX ชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2555
การแข่งขันจักรยาน ชิงแชมป์ประเทศไทย ปี 2555

มกราคม 2555 รายละเอียด สถานที่จัดการแข่งขัน
วันที่ 8 การแข่งขันจักรยาน BMX ชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สนามที่ 1 อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
วันที่ 13 การแข่งขันจักรยานประเภทถนน (ไทม์ไทรอัล) ชิงแชมป์ประเทศไทย เก็บคะแนนสะสม ประจำปี 2555 สนามที่ 1 อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
วันที่ 13 ขี่จักรยานเพื่อสุขภาพ ครั้งที่ 1/2555 โดยสมาคมจักรยานฯ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
วันที่ 14 การแข่งขันจักรยานประเภทถนน (อินไลน์เรส) ชิงแชมป์ประเทศไทย เก็บคะแนนสะสม ประจำปี 2555 สนามที่ 1 อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
วันที่ 15 การแข่งขันจักรยานประเภทเมาเท่นไบค์ (ดาวน์ฮิล,ครอสคันทรี่) ชิงแชมป์ประเทศไทย เก็บคะแนนสะสม ประจำปี 2555 สนามที่ 1 อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
วันที่ 20 การแข่งขันจักรยานประเภทถนน (ไทม์ไทรอัล) ชิงแชมป์ประเทศไทย เก็บคะแนนสะสมประจำปี 2555 สนามที่ 2 อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
วันที่ 20 ขี่จักรยานเพื่อสุขภาพ ครั้งที่ 2/2555 โดยสมาคมจักรยานฯ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
วันที่ 21 การแข่งขันจักรยานประเภทถนน (อินไลน์เรส) ชิงแชมป์ประเทศไทย เก็บคะแนนสะสม ประจำปี 2555 สนามที่ 2 อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
วันที่ 22 การแข่งขันจักรยานประเภทเมาเท่นไบค์ (ดาวน์ฮิล,ครอสคันทรี่) ชิงแชมป์ประเทศไทย เก็บคะแนนสะสม ประจำปี 2555 สนามที่ 2 อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
วันที่ 29 การแข่งขันจักรยาน BMX ชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สนามที่ 2 จังหวัดสุพรรณบุรี
กุมภาพันธ์ 2555

วันที่ 3 การแข่งขันจักรยานประเภทถนน (ไทม์ไทรอัล) ชิงแชมป์ประเทศไทย เก็บคะแนนสะสมประจำปี 2555 สนามที่ 3 อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
วันที่ 3 ขี่จักรยานเพื่อสุขภาพ ครั้งที่ 3/2555 โดยสมาคมจักรยานฯ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
วันที่ 4 การแข่งขันจักรยานประเภทถนน (อินไลน์เรส) ชิงแชมป์ประเทศไทย เก็บคะแนนสะสม ประจำปี 2555 สนามที่ 3 อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
วันที่ 5 การแข่งขันจักรยานประเภทเมาเท่นไบ ค์ (ดาวน์ฮิล,ครอสคันทรี่) ชิงแชมป์ประเทศไทย เก็บคะแนนสะสม ประจำปี 2555 สนามที่ 3 อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
วันที่ 12 การแข่งขันจักรยาน BMX ชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สนามที่ 3 สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี
วันที่ 17 การแข่งขันจักรยานประเภทถนน (ไทม์ไทรอัล) ชิงแชมป์ประเทศไทย เก็บคะแนนสะสมประจำปี 2555 สนามที่ 4 อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร
วันที่ 17 ขี่จักรยานเพื่อสุขภาพ ครั้งที่ 4/2555 โดยสมาคมจักรยานฯ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร
วันที่ 18 การแข่งขันจักรยานประเภทถนน (อินไลน์เรส) ชิงแชมป์ประเทศไทย เก็บคะแนนสะสม ประจำปี 2555 สนามที่ 4 อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร
วันที่ 19 การแข่งขันจักรยานประเภทเมาเท่นไบค์ (ดาวน์ฮิล,ครอสคันทรี่) ชิงแชมป์ประเทศไทย เก็บคะแนนสะสม ประจำปี 2555 สนามที่ 4 อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร
มีนาคม 2555

วันที่ 4 การแข่งขันจักรยาน BMX ชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สนามที่ 4 จังหวัดอุบลราชธานี
วันที่ 9 การแข่งขันจักรยานประเภทถนน (ไทม์ไทรอัล) ชิงแชมป์ประเทศไทย เก็บคะแนนสะสมประจำปี 2555 สนามที่ 5 อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย
วันที่ 9 ขี่จักรยานเพื่อสุขภาพ ครั้งที่ 5/2555 โดยสมาคมจักรยานฯ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย
วันที่ 10 การแข่งขันจักรยานประเภทถนน (อินไลน์เรส) ชิงแชมป์ประเทศไทย เก็บคะแนนสะสม ประจำปี 2555 สนามที่ 5 อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย
วันที่ 11 การแข่งขันจักรยานประเภทเมาเท่นไบค์ (ดาวน์ฮิล,ครอสคันทรี่) ชิงแชมป์ประเทศไทย เก็บคะแนนสะสม ประจำปี 2555 สนามที่ 5 อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย
วันที่ 3 - 13 กีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 40 จังหวัดขอนแก่น
เมษายน 2555

วันที่ 1 - 6 การแข่งขันจักรยานทางไกลนานาชาติ Princess Maha chakri Sirindhorn Cup Tour of Thailand 2012 เชียงใหม่, ลำปาง, อุตรดิตถ์, พะเยา, เชียงราย
วันที่ 8 - 10 การแข่งขันจักรยานทางไกลนานาชาติ “The Princess Maha Chakri Sirindhorn’s Cup Tour of Women Thailand 2012” จังหวัดเชียงราย
พฤษภาคม 2555

วันที่ 18 การแข่งขันจักรยานประเภทถนน (ไท ม์ไทรอัล) ชิงแชมป์ประเทศไทย เก็บคะแนนสะสมประจำปี 2555 สนามที่ 6 อำเภอเมือง จังหวัดระยอง
วันที่ 18 ขี่จักรยานเพื่อสุขภาพ ครั้งที่ 6/2555 โดยสมาคมจักรยานฯ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อำเภอเมือง จังหวัดระยอง
วันที่ 19 การแข่งขันจักรยานประเภทถนน (อินไลน์เรส) ชิงแชมป์ประเทศไทย เก็บคะแนนสะสม ประจำปี 2555 สนามที่ 6 อำเภอเมือง จังหวัดระยอง
วันที่ 20 การแข่งขันจักรยานประเภทเมาเท่นไบค์ (ดาวน์ฮิล,ครอสคันทรี่) ชิงแชมป์ประเทศไทย เก็บคะแนนสะสม ประจำปี 2555 สนามที่ 6 อำเภอเมือง จังหวัดระยอง
วันที่ 26 พฤษภาคม - 5 มิถุนายน กีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 27

จังหวัดภูเก็ต
มิถุนายน 2555

วันที่ 24 การแข่งขันจักรยาน BMX ชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สนามที่ 5 อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
กรกฎาคม 2555

วันที่ 14 - 15 การแข่งขันจักรยานประเภทลู่ชิง แชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้า ฯพระบรมราชินีนาถ (ควีนส์คัพ) สนามที่ 1 สนามเวลโลโดรม หัวหมาก กรุงเทพ
สิงหาคม 2555

วันที่ 11 - 12 การแข่งขันจักรยานประเภทลู่ชิง แชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้า ฯพระบรมราชินีนาถ (ควีนส์คัพ) สนามที่ 2 สนามเวลโลโดรม จังหวัดสุพรรณบุรี
กันยายน 2555

วันที่ 8 - 9 การแข่งขันจักรยานประเภทลู่ชิง แชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้า ฯพระบรมราชินีนาถ (ควีนส์คัพ) สนามที่ 3 สนามเวลโลโดรม หัวหมาก กรุงเทพ
ตุลาคม 2555

วันที่ 20 - 21 การแข่งขันจักรยานประเภทลู่ชิง แชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้า ฯพระบรมราชินีนาถ (ควีนส์คัพ) สนามที่ 4 สนามเวลโลโดรม จังหวัดนครราชสีมา
พฤศจิกายน 2555

วันที่ 10 - 11 การแข่งขันจักรยานประเภทลู่ชิง แชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้า ฯพระบรมราชินีนาถ (ควีนส์คัพ) สนามที่ 5 สนามเวลโลโดรม หัวหมาก กรุงเทพ

ตารางกำหนดการ อบรมผู้ตั้ดสิน กีฬาจักรยาน ขั้นพื้นฐาน ประจำปี 2555

วัน/เดือน/ปี รายละเอียด สถานที่จัดการอบรม
12 มกราคม 2555 การอบรมผูตั้ดสินขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 1/2555 อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
19 มกราคม 2555 การอบรมผู้ตั้ดสินขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 2/2555 อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
2 กุมภาพันธ์ 2555 การอบรมผูตั้ดสินขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 3/2555 อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
16 กุมภาพันธ์ 2555 การอบรมผูตั้ดสินขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 4/2555 อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร
8 มีนาคม 2555 การอบรมผูตั้ดสินขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 5/2555 อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย
17 พฤษภาคม 2555 การอบรมผูตั้ดสินขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 6/2555 อำเภอเมือง จังหวัดระยอง

บทความก่อนหน้านี้ : ปั่นจักรยานให้เร็ว และแรงขึ้นได้ ด้วยการพักผ่อน

วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555

ปั่นจักรยานให้เร็ว และแรงขึ้นได้ ด้วยการพักผ่อน

ฝึกซ้อมจักรยาน
ผมเริ่มเขียน ชื่อบทความ ขึ้นมาหลายคนอาจจะงง ครับว่าพักผ่อนแล้ว จะทำให้ขี่จักรยานได้เร็ว ขึ้นได้อย่างไร ในความหมายของผมคือ การที่เราทำการฝึกซ้อม จักรยาน เสร็จแล้ว เราควรจัดสรร เวลาสำหรับการพักผ่อนด้วยนะครับ ไม่ใช้ว่า 1 อาทิตย์ มี 7 วัน เราก็ซ้อมมันเข้าไปเลยทั้ง 7 วันอันนี้เป็นความคิดที่ผิดครับ เปรียบเทียบง่ายครับ คุณลองไม่นอน หรืออดนอน ซัก 2 วัน แล้วจะรู้สึกอย่างไร ร่างกายของเราก็เช่นเดียวกันครับ หากผ่านการทำงานมาอย่างหนักหน่วง ซึ่งมันเป็นธรรมชาติ ครับร่างกายก็ต้องการพักผ่อน เพื่อที่จะได้มีแรงทำงานในวันต่อไป บุคคลธรรมดา ทั่วไปที่ทำงาน ทั้งวัน พอเลิกงานมาแล้ว ก็กลับบ้าน มาพักผ่อน และมีวันหยุดเพื่อผ่อนคลาย หากเป็นนักกีฬา แล้วละก็มันจะมีอะไรมากกว่านั้นครับ

ผมขอกล่าวถึงประสบการณ์ สมัยที่ผมยังเป็นนักกีฬาจักรยาน สักเล็กน้อยนะครับ คือช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผม และเพื่อนร่วมทีมทำการแข่งขันเสร็จ ถ้าจำไม่ผิดนะครับ คือเป็นการแข่งขัน กีฬาเขต 5 ซึ่งจังหวัดลำพูน เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขัน พอทำการแข่งขันเสร็จทุกรายการแล้ว ทางผู้จัดการทีม จึงให้เวลาพักผ่อน 1 เดือน คือใครจะไปทำอะไรก็ตามใจครับ แต่พอครบเดือน ก็ต้องกลับมารวมตัวฝึกซ้อมกันใหม่ หลายคนส่วนมาก จะกลับบ้านกันครับ (ลืมบอกไปครับทางทีมผมทำการเก็บตัวฝึกซ้อม จักรยาน กันอยู่ที่จังหวัดลำพูนครับ กินนอนอยู่ที่นั่นเลยครับ) ส่วนตัวผมก็กลับบ้านครับ เพราะเพื่อนๆ เรียกร้องครับ และ หลังจากที่ผมไม่ได้แตะต้องจักรยานเลย เป็นเวลา ประมาณ 20 วัน แต่พอมาจับจักรยานฝึกซ้อมอีกครั้ง ผมรู้สึกได้เลยว่า ร่างกายของผม แข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือความรู้สึกแบบว่ายิ่งขี่ยิ่งมันครับ ไม่รู้เรี่ยวแรงมันมาจากใหน ผิดกับช่วงที่ผมเก็บตัวฝึกซ้อม แบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยครับ ผมขออธิบายนิดหน่อย นะครับ คือช่วงที่เก็บตัวฝึกซ้อม ตารางการฝึกซ้อมค่อนข้าง จะหนักพอสมควรครับ 1 อาทิตย์ ซ้อม จักรยาน จันทร์ - เสาร์ หยุดวันอาทิตย์ 1 วัน ผมเข้าใจว่าในตอนนั้น คนที่มีความรู้ทางด้าน วิทยาศาสตร์ การกีฬา ยังมีไม่มาก ส่วนมาก แบบแผน หรือตารางการฝึกซ้อมจะเป็นการบอกต่อ จากรุ่นพี่ สู่รุ่นน้องโดยใช้ประสบการณ์เสียเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้พัฒนาการในการปั่นจักรยานเป็นไปอย่าง ช้าๆ ต่างจากปัจจุบันนี้มากครับ

เมื่อคุณรู้สึกเบื่อหน่ายการขี่จักรยาน คุณควรจะพักบ้าง
ผมว่าอาการแบบนี้ นักปั่นจักรยานทุกคน คงเคยประสบมาแล้ว นักปั่นหน้าใหม่ๆ อาจจะยังไม่ค่อยเคยได้พบกับอาการนี้เท่าไหร่ เพราะว่ากำลังเห่อจักรยาน คันใหม่ แต่พอปั่นไปนานๆ แล้วอาการดังกล่าวก็จะมาเยือนคุณเองไม่ช้าก็เร็วครับ บางคนพอเจออาการ นี้แล้วถึงกับเลิกขี่จักรยานไปเลยครับ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นอาการที่ สามารถสกัดดาวรุ่งได้เลยครับ เพราะเด็กที่มีพรสวรรค์ ในการปั่นจักรยาน บางคนพอเจอการซ้อมแบบเข้มข้นติดๆ กันโดยไม่มีการสันทนาการ หรือการพักผ่อนที่เพียงพอ และถูกวิธี จึงทำให้เด็กเหล่านี้รู้สึกเบื่อ การขี่จักรยาน, เบื่อการฝึกซ้อม และผลสุดท้ายก็เลิกปั่นจักรยาน ไปในที่สุด และหันไปทำอย่างอื่นที่ไม่ซ้ำซากจำแจ แทน

อาการดังกล่าวข้างต้นมักจะมีสาเหตุมาจาก
  • ฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นติดต่อกัน เป็นเวลานานๆ วิธีแก้ไข คือ จัดตารางการฝึกซ้อมใหม่ เช่นใน 1 สัปดาห์ ควรมีวันหยุดพัก 1 - 2 วัน แต่มันก็ขึ้นอยู่ว่า ใน สัปดาห์ ดังกล่าวคุณ ฝึกซ้อมเข้มข้นขนาดใหน หากเป็นสัปดาห์ ที่มีการฝึกซ้อมอย่างเข้มข้น ในสัปดาห์ดังกล่าวควรมีวันหยุดให้ร่างกายได้พักสัก 2 วัน
  • ฝึกซ้อมในเส้นทางเดิมๆ ทุกวัน วิธีแก้ไข คือ หาเส้นทางปั่น จักรยาน เส้นทางใหม่ๆ บ้างเพื่อลดความน่าเบื่อหน่ายลง เช่น ไปปั่น จักรยาน ฝึกตามเส้นทางที่มีเนินเขา บ้างไม่ใช่ว่าขี่แต่ทางเรียบอย่างเดียวมันอาจทำให้เราเบื่อได้
  • ออกไปซ้อมทีไรโดนเพื่อนๆ เฆี่ยน ตลอด หรือหลุด ออกจากกลุ่มทุกวัน พุดง่ายๆ คือออกไปปั่นทีไร ตามเขาไม่ทันสักที นั่นแหละครับ ปัญหานี้ส่วนใหญ่ จะเกิดกับนักปั่นหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่วงการ จักรยาน วิธีแก้ ก็ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ ทางด้านจิตใจ เราไม่ควรไปคิดมากครับ เพราะปัญหานี้ผมก็เคยสัมผัสมาแล้ว สมัยที่ผมเริ่มปั่นใหม่ๆ ไม่ต้องห่วงครับ มันจะหายไปเองโดยใช้เวลาประมาน 2 - 3 เดือน จงอดทน และขยันซ้อม มีวินัยในตนเองไม่โกงตนเอง และฝึกซ้อมอย่างฉลาด ผมรับรองว่า อีกไม่นานคุณจะตามกลุ่มทัน และไล่บี้กับพวกรุ่นพี่ที่แรงๆ ได้แน่นอนครับ

การพักผ่อนสำหรับ นักปั่นจักรยาน
ซึ่งการพักผ่อนนั้นเราสามารถ จำแนกได้เป็นสองแบบครับ
  1. การพักผ่อนโดยการออกกำลังกายเบาๆ (Active rest) ยกตัวอย่างเช่น ออกไปปั่นจักรยาน เบาๆ ซัก 20 นาที, ว่ายน้ำ, เดินเล่นตามสวนสาธารณะ ผมขอเน้นหน่อยนะครับ ว่าออกกำลังเบาๆ โดยใช้เวลาไม่นาน ครับ
  2. การพักผ่อนโดยการหยุดออกกำลังกายไปเลยครับ (Passive rest) ยกตัวอย่าง เช่นนอนดูซีรี่เกาหรีอยู่กับบ้าน, หรือจะออกไปดูหนังกับแฟนก็ไม่ว่ากันครับ ซึ่งการพักแบบนี้เป็นการพักจริงๆ เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟู กลับสู่สภาพปรกติ อย่างรวดเร็ว ซึ่งการพักผ่อนแบบนี้เหมาะสำหรับ นักปั่น จักรยาน ที่เพิ่งฝึกซ้อมมาอย่างหนัก หรือเพิ่งเสร็จสิ้นจากการแข่งขันรายการต่างๆ ครับ

    บทความก่อนหน้านี้: สวัสดีปีใหม่ชาว จักรยาน ทุกคนครับ

    วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

    สวัสดีปีใหม่ชาว จักรยาน ทุกคนครับ

    ปีใหม่ 2555 นี้ ผมอาจจะกล่าวสวัสดี เพื่อนๆ ชาว จักรยาน ช้าไปนิดหนึ่งนะครับ ต้องขออภัยด้วยครับ กลับมาคราวนี้ ผมเลยถือโอกาสเปลี่ยนหน้าตา ของบล็อกใหม่ เพื่อให้ดูสดใส และใช้งานง่ายขึ้นด้วยครับ ผมนั่งหน้าคอมเลือก ทีมของบล็อก อยู่นานเหมือนกันครับ กว่าจะได้รูปแบบนี้ก็ปวดตาอยู่เหมือนกัน เลยเลือกออกโทนสีเขียวให้ดู สบายตาขึ้นครับ เพิ่งแก้ไขอะไรต่างๆ เสร็จเมื่อสักครู่เองครับ พอทำเสร็จก็เลย โพสบทความสวัสดีปีใหม่ชาว จักรยาน เลยครับ บทความนี้ ก็ไม่ได้มีอะไร เป็นพิเศษมากครับ ผมเลยเอารูป จักรยาน สวยๆ ของปี 2012 มาให้ทุกท่านได้ดู เรียกน้ำย่อยกันก่อนครับ
    จักรยานเสือภูเขา 2012
    คันแรกนี้ก็เป็น จักรยานเสือภูเขาจากค่าย Cannondale ก็ถือว่าเป็น จักรยาน แฮนด์เมด ยี่ห้อดังเลยครับ หากใครต้องการเป็นเจ้าของ รุ่นนี้แล้วละก็ ต้องควัก กระเป๋านานหน่อยนะครับ แพงจริงๆ ราคาอยู่ราวๆ £2,499.00 ผมไม่รู้ว่าคิดเป็นเงินบ้านเรา แล้วตกอยูที่คันละ ประมาณ เท่าไหร่ ต้องขออภัยด้วยครับ

    จักรยานฟิกเกียร์ 2012

    จักรยานฟิกเกียร์ รุ่นใหม่ ปี 2012
    ส่วน จักรยานฟิกเกียร์ สองคันข้างบนนี้ ก็เป็นรุ่นใหม่ของค่าย เก่าแก่อย่าง Cinelli เรื่องคุณภาพไม่ต้องห่วงครับ ยี่ห้อนี้ เขาเชื่อถือได้จริงๆ ถ้าหากท่านใด ที่พอมีอายุหน่อย คงจำกันได้นะครับ ว่าเบาะ จักรยาน ยี่ห้อนี้ รุ่นเก่าๆ ที่เป็นพลาสติก ครับขนาดว่า ทำมาจากพลาสติก ยังนุ่มขนาดนั้น อีกทั้งยังทนทาน แบบว่าใช้จนลืม เลยละครับ

    จักรยานเสือหมอบ 2012
    ต่อมาเป็น จักรยานเสือหมอบ ของค่าย Cervelo รุ่น S5 ปี 2012 ครับ ผมเห็นว่าสวยดี และยังแถมความแพงมาด้วยครับ สนนราคาก็ประมาน 164,000 - 210,000 บาท แล้วแต่อะไหล่ที่เขาประกอบ กับจักรยานด้วยครับ ตัว สองแสนกว่า น่าจะเป็น กรุปเซ็ท ของ SRAM RED เลยละครับ

    จักรยานไทม์ไทรอัล ปี 2012
    เจอ จักรยาน ตัวนี้เข้าไป หากใครได้เป็นเจ้าของก็เหมือนหนุ่มๆ ได้ขับรถสปอร์ต ยังไงยังงั้น เลยครับ เพราะเท่จริง ตัวนี้เป็น จักรยาน ประเภท ไทม์ไทรอัล ของค่าย Cervelo รุ่น P4 ครับ ราคาจะอยู่ประมาน 139,000 บาท ไม่รู้ราคานี้รวมภาษี แล้วหรือยังนะครับ

    ปีใหม่นี้ก็ขอให้ทุกคน ร่ำรวย และสุขภาพดี กันทุกท่านเลยนะครับ แล้วผมจะหาบทความ ใหม่ๆ มาอัพเดท ให้สม่ำเสมอครับ !!

    วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2554

    เทคนิคการปั่น จักรยาน ขึ้นเขา

    การฝึกซ้อมปั่น จักรยาน ขึ้นเขา

    สวัสดีครับ เพื่อนๆ ชาว จักรยาน ทุกท่านครับ วันนี้ผมจะขอมาเล่าประสบการณ์ และเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับ เทคนิคการปั่นจักรยานขึ้นเขา ไม่ว่าเพื่อนๆ จะปั่น จักรยาน ชนิดใดก็สามารถนำไปใช้ได้ครับ เพราะมันเป็น เทคนิค แบบพื้นฐานครับ ไม่ซับซ้อนอะไรเลย แต่หากเพื่อนๆ ท่านใด ปั่นจักรยาน เสือภูเขา ก็อาจจะได้เปรียบหน่อยนะครับ เพราะมีระบบเกียร์ ให้เลือกใช้เยอะกว่าจักรยาน ประเภทอื่นๆ แต่หากท่านใดปั่น จักรยานฟิกเกียร์ ผมขอบอกว่า เหนื่อยครับงานนี้ แต่ถ้าหาก ภูเขา ที่เราต้องการ จะขึ้นนั้นไม่สูงชันมาก และระยะทางไม่ไกลมาก ก็ไม่เป็นปัญหาครับ

    ศึกษาเส้นทางก่อนออกไป ปั่นจักรยาน กันก่อนครับ

    ผมว่ามันเป็นการดีนะครับ หากเรารู้ว่า เส้นทางที่เราจะไปปั่นนั้น มีลักษณะภูมิประเทศ เป็นอย่างไร มีความสูงชัน มากน้อยแค่ใหน ระยะทาง ระหว่างเชิงเขาถึงจุดหมาย มีระยะทางเท่าไหร่ เพราะเราจะได้เตรียมตัวได้ถูกครับ เช่น เตรียมจักรยานให้พร้อม ที่สำคัญระบบเบรค ครับ อย่าได้ลืมเช็คเป็นอันขาดครับ หากผ้าใบเบรคของเรา สภาพมันไม่น่าไว้วางใจ หรือเก่าเอามากๆ ผมแนะนำว่า ควรเปลี่ยนใหม่ครับคู่ละไม่กี่ตัง เมื่อเทียบกับ ความปลอดภัยแล้ว ส่วนตัวผมว่ามันคุ้มมากครับ เพราะความปลอดภัยนั้น มันหมายถึง ชีวิตของเราเอง และผู้ร่วมเดินทางกับเราด้วยครับ ลองนึกดูครับ หากเราเกิดอุบัติเหตุแล้วเพื่อนที่ปั่น จักรยาน ตามเรามาเขาหลบไม่ทัน จะเกิดอะไรขึ้น ผมไม่อยากนึกเลย เพราะเหตุการณ์นี้เคยเกิดกับผมมาแล้วครับ สมัยที่ผมยังเป็นนักกีฬาปั่น จักรยาน อยู่ สรุปแล้วก็ เจ็บด้วยกันทั้งคู่ครับ เพราะเพื่อนผมเขามือใหม่จริงๆ ครับ คือผม เป็นคนชักชวน เพื่อนคนนี้มาเข้าวงการ จักรยาน เองครับ แต่ผมก็ไม่ได้โกรธหรือ ต่อว่าเขานะครับ เพราะผมคิดว่ามันเป็นอุบัติเหตุ ใครก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นครับ

    ประเมินความสามารถของตัวเองว่า เพียงพอหรือไม่

    อันนี้สามารถใช้ได้ทั้งก่อนออกไปปั่น จักรยาน และขณะที่เรากำลังปั่นอยู่ครับ ยกตัวอย่างเช่น เราไม่เคยปั่นจักรยานขึ้นเขา หรือปั่นระยะทางไกลๆ เลย แต่มีเพื่อนมาชวนไปปั่นจักรยานขึ้นดอยอินทนนท์ อย่างนี้เราสามารถปฏิเสธได้ครับ ไม่ต้องอายครับ บอกเขาไปเลยว่าเราไม่พร้อม (เปรียบเทียบซะเห็นภาพเลยใหมครับ!!) หรืออาจจะบอกไปว่า "ไว้คราวหน้าละกันนะเพื่อนเกลอ ให้เราฝึกซ้อมเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อน แล้วเจอกัน!!" อะไรประมาณนี้ ก็ได้นะครับ อย่าเผลอเคลิ้มไปกับเขาหละ เหนื่อยแน่ๆ ครับแถมจะไม่สบายเอาด้วยนะครับ อันนี้อันตรายครับ

    ต่อมานะครับ หากเรามีความพร้อม และตอบรับการออกทริปครั้งนี้แล้ว ตอนนี้ก็มาถึงตอนที่เรากำลังปั่นจักรยานขึ้นเขา ละครับ
    • ปั่นในเกียร์ที่เหมาะสม และใช้เกียร์ให้เป็นครับ คือ ใช้อัตราทดที่เราปั่น จักรยาน แล้วเรารู้สึกสบายที่สุด อันนี้ผมก็บอกแบบ ตรงตัวไม่ได้ครับ เพราะความแข็งแรงของกล้ามเนื้อของ แต่ละคนนั้น ไม่เท่ากัน แต่สำหรับตัวผมเองนะครับ ผมจะใช้จานหน้าเล็ก และเฟืองหลังประมาน 17 - 21 ครับ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชันของ ภูเขา หรือเนินที่เราขึ้นด้วยครับ
    • ท่าทางในการปั่น จักรยาน ขึ้นเขา อันนี้ผมว่ามันเป็นสไตล์ การปั่นของแต่ละคน นะครับว่าถนัดแบบใหนที่สุด โดยส่วนตัวแล้วผมชอบแบบนั่งปั่น (หรือภาษาในหมู่นักปั่นเขาจะเรียกการขึ้นเขาแบบนี้ว่า "นั่งกด" ครับ) ครับสูตรของผม คือ กด, ดึง, ดัน อธิบายง่ายครับ กด คือ เช่นเท้าซ้ายกดบรรได เท้าขวาก็ดึงบรรไดขึ้น ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยชอบลุกขึ้นโยกครับ เพราะว่าในความคิดของผมคิดว่า มันจะเสียแรงเยอะครับ ผมจะลุกขึ้นโยกก็ต่อเมื่อ ผมเมื่อยล้า และต้องการผ่อนคลาย หรือ ตอนที่ไกล้จะ สปรินเข้าเส้นชัย เท่านั้นครับ
    • การหายใจเราต้องฝึกหายใจให้ถูกต้องครับ ควรหายใจให้ลึกๆ ยาวๆ ครับจะช่วยได้เยอะครับ ผมเห็นจุดนี้เป็นจุดสำคัญมากครับ ไม่ว่าเราจะปั่น จักรยาน ทางเรียบ หรือขึ้นเขา การหายใจที่ถูกต้อง นั้นมีสำคัญมากครับ เพราะมันจะช่วยให้ร่างกายของเราได้รับ ออกซิเจน อย่างเพียงพอ ซึ่งจะส่งผลทำให้ กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และยังทำให้เราไม่เมื่อยล้า เร็วจนเกินไป ลองฝึกหายใจยาวๆ ลึกๆ ให้เป็นนิสัยดูครับ ผมรับรองว่า ท่านจะมีสุขภาพที่ดีขึ้นครับ

    ตอนนี้เรามาทราบถึง วิธีสำหรับการฝึกซ้อมปั่นจักรยานขึ้นเขากันบ้างครับ
    • ในกรณีที่ แถวบ้านท่านไม่มีภูเขา ให้ขึ้นครับ เราก็สามารถฝึกได้ตามท้องถนน ทางเรียบนี่แหละครับ โดยการปรับจานหน้า ไปใช้จานใหญ่ และใช้เฟืองหลังอันเล็กสุดครับ คือฝึกโดยการปั่นแบบเต็มที่ประมาน 1 - 2 นาที แล้วพัก ให้กล้ามเนื้อฟื้นตัว 3 - 5 นาที ทำแบบนี้ ซ้ำกัน 4 - 6 เซ็ทครับ โดยใช้อัตราทดเฟือง ดังที่กล่าวมาข้างต้นครับ ใน 1 อาทิตย์ ฝึกแบบนี้แค่ 2 ครั้งก็พอครับ
    • สำหรับผู้ที่มีภูมิลำเนาใกล้ ภูเขา หรือแถวบ้านของท่าน มีภูเขาเยอะนั่นเองครับ สำหรับคนที่มีบ้านใกล้ภูเขาแล้ว ผมว่ามีความได้เปรียบครับ เพราะได้ฝึกขี่ จักรยาน แบบขึ้นเขาจริงๆ เพราะความรู้สึก และเหตุการณ์จริง นี้เองจึงทำให้มีการพานักกีฬาไปเก็บตัวฝึกซ้อม ตามสถานที่แข่งขันจริงก่อนการแข่งขัน จะเกิดขึ้น ซึ้งผมคิดว่ามันมีประโยชน์มาก และสร้างความได้เปรียบ ขึ้นอีกระดับหนึ่งครับ เพราะการที่เราได้ฝึกซ้อมจักรยานในสถานที่จริง จะทำให้เราได้รู้ถึงจุดต่างๆ ของภูมิประเทศ และสร้างความคุ้นเคยกับมัน ไม่น่าแปลกใจเลยนะครับ หากการแข่งขัน จักรยาน ทางไกลที่มีทางขึ้นเขาเยอะๆ ส่วนมากเจ้าถิ่นจะได้เปรียบครับ ส่วนการฝึกซ้อมนั้น ก็ฝึกปั่นขึ้นเขา แค่ อาทิตย์ละ 2 ครั้งก็พอครับ หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมต้องฝึกแค่อาทิตย์ละสองครั้ง ฝึกทุกวันไม่ได้หรือ คำตอบคือ ได้ครับ!! หากท่านต้องการเป็นเทพแห่งการขึ้นเขา อย่างเดียวโดยไม่ต้องการที่แข่งขัน จักรยาน ประเภททางเรียบ และจักรยานประเภทอื่นๆ เลย และอีกอย่างครับ ถ้าหากคิดว่าท่านไม่เบื่อเลยกับ การฝึกแบบขึ้นเขาทุกวัน อันนี้ก็ไม่มีใครสามารถ ห้ามท่านเทพได้ครับ (เอ!! วันนี้ออกแนวโหดไปหน่อยครับ!!)

    สุดท้ายนี้ผมขอฝากคำขวัญ เล็กๆ น้อยๆ ให้เพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ ชาวจักรยาน ทุกคนครับ

    คือคำว่า "อีกนิดซิ" ส่วนมากผมจะใช้ตอนที่เหนื่อยมากๆ ครับ หรือตอนกำลังฝึกซ้อมหนักๆ หากเราเหนื่อยสุดๆ แล้วหรือ ไม่ใหวแล้ว นึกในใจเสมอว่า "อีกนิดซิ" คือ หมายความว่าให้เราอดทน "อีกนิดซิ" ตรงนี้ละครับ คือพัฒนาการที่ดีขึ้น ที่ท่านจะได้รับจาก การฝึกซ้อมจักรยานในแต่ละวัน ครับ นี่เป็นคำขวัญของ ผู้ฝึกซ้อมจักรยานให้แก่ผม คนแรกเลยนะครับ ผมเรียกท่านว่า อาจารย์เลยครับ แล้ววันหลังผมจะมาเล่าเรื่องสนุกๆ เกี่ยวกับการฝึกซ้อม จักรยาน กับอาจารย์คนแรก ของผมให้ฟังนะครับ อย่าลืมติดตามนะครับ มีอะไรดีๆ มากมายเลยครับ ขอบคุณครับ !!

    วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

    จักรยานฟิกเกียร์ แข่งขันกันในกลุ่มเพื่อน

    จักรยานฟิกเกียร์ แข่งขัน

        บทความนี้ ผมได้เขียนขึ้นมา เนื่องจาก ผมเข้าไปหาดูวีดีโอใน Youtube แล้วพอดีไปเจอ คลิปนี้ครับ มันเป็น การจัดการแข่งขัน จักรยานฟิกเกียร์ ของคนกลุ่มหนึ่ง ผมคิดว่าน่าจะเป็นการแข่งขันจักรยานแบบไม่เป็นทางการอะไร ในความคิดของผมนะครับ ผมคิดว่าน่าจะเป็นกลุ่มเพื่อนๆ หรือ เป็น club ของคนที่ขี่จักรยานฟิกเกียร์ ด้วยกัน หลังจากที่ผมได้ดูจนจบแล้ว เลยอยากจะเอามาแบ่งให้ เพื่อนๆ พี่ๆ ได้ดูกันบ้างครับ ผมคิดว่าคนที่เขา จัดการแข่งขัน นี้ขึ้นมา จุดประสงค์ น่าจะเป็นการรวมกลุ่มเพื่อนๆ ที่ขี่ จักรยานฟิกเกียร์ ด้วยกันเพื่อที่พวกเขาจะได้มาพบปะกัน และทำความรู้จักกันมากขึ้น มากกว่าเหตุผลทางธุรกิจ หรือหา ผลประโยชน์ ทางธุรกิจ เราลองมาดูกันครับว่าเขา แข่งขัน กันยังไง ครับ




        ช่วงระหว่างการแข่งขัน ผมว่าผู้ที่เข้าร่วมการแข่งขัน คงมาเพื่อ ร่วมสนุก กันมากกว่า มาเพื่อแข่งขันกันเพื่อ ชัยชนะ ผมไม่ทราบว่าบ้านเรามี กลุ่มที่ขี่ จักรยานฟิกเกียร์ กลุ่มใหญ่ๆ บ้างหรือ เปล่า แต่ผมเคยเห็นมีเว็ปไซด์ ของกลุ่มที่ขี่จักรยานประเภทนี้ ด้วยครับ ผมว่ากลุ่มนี้น่าจะอยู่แถว ก.ม 8 ผมว่าน่าจะเป็นกลุ่มที่ขี่ จักรยานฟิกเกียร์ กลุ่มใหญ่พอสมควรเลยครับ ย้อนกลับมาเรื่อง การจัดการแข่งขันจักรยานประเภทนี้กันบ้างครับ ผมว่าบ้านเรา น่าจะทำได้ นะครับ แต่ใครจะเป็นคนเริ่มก่อนละครับ!? เป็นคำถามที่น่าคิดนะครับ

        ผมว่าจุดเริ่มต้นน่าจะ เริ่มจากการรวมกลุ่ม ของเพื่อนๆ ที่ขี่ จักรยานฟิกเกียร์ ด้วยกัน อาจจะนัดเจอกันในวันหยุด แล้วพากันขี่เที่ยวไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง อาจจะเป็น สถานที่ท่องเที่ยว ในท้องถิ่นของเรา อย่างผมอยู่ เชียงใหม่ ผมอาจจะพากลุ่มเพื่อนปั่นจักรยานเที่ยว ตามสถานที่ท่องเที่ยวที่ออกแนว ธรรมชาติ หน่อยๆ เพราะภาคเหนือ ส่วนใหญ่ ธรรมชาติ จะสวยงาม เช่น น้ำตก ต่างๆ หรืออาจจะ รวมกลุ่ม กันตอนเย็นๆ แล้วปั่นจักรยานเที่ยวตาม สวนสาธารณะ ต่างๆ หรืออาจร่วมกลุ่มกันเพื่อ เอารถสวยๆ มาแบ่งกันชม ผมว่า จักรยานฟิกเกียร์ แต่งสวยๆ บ้านเราก็มีเยอะไม่แพ้ ฟรั่งเหมือนกันนะครับ

    บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ: คาเดล อีแวนส์ คว้าแชมป์การแข่งขันจักรยานทางไกล ตูร์เดอฟรองซ์ ปี 2011

    วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

    คาเดล อีแวนส์ คว้าแชมป์การแข่งขันจักรยานทางไกล ตูร์เดอฟรองซ์ ปี 2011

    คาเดล อีแวนส์ แชมป์การแข่งขันจักรยานทางไกล ตูร์เดอฟรองซ์ ปี 2011

    ในที่สุด คาเดล อีแวนส์ จากทีม บีเอ็มซี อายุ 34 ปีก็ทำได้สำเร็จ หลังจากที่พลาดการเป็นแชมป์ มาหลายปี โดยในปี 2011 เขากลายเป็นนักปั่น จักรยาน ชาวออสเตรเลียคนแรกที่สามารถชนะ การแข่งขันจักรยานทางไกล ตูร์ เดอ ฟรองซ์ (Tour de France) โดยในการแข่งขันครั้งนี้เขาทำเวลาได้ 86 ชั่วโมง 12 นาที 22 วินาที และผู้ที่ได้อันดับ 2 คือ แอนดี้ Schleck จาก ลักเซมเบิร์ก โดยเขาทำเวลาได้ช้ากว่า อีแวนส์ 1 นาที 34 วินาที และผู้ที่ได้อับดับ 3 คือ แฟรงก์ Schleck ซึ่งเขาเป็นพี่ชายของ แอนดี้ Schleck

    คาเดล อีแวนส์ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ สเตจ 18
    โดยในการแข่งขันครั้งนี้ คาเดล อีแวนส์ ไม่ได้เป็นตัวเต็ง แต่อย่างใด ซึ่งเขาสามารถ ทำเวลาได้ดีในช่วงท้ายๆ ของรายการแข่งขัน ซึ่ง การแข่งขันจักรยานทางไกล ตูร์ เดอ ฟรองซ์ (Tour de France) ปี 2011 นี้ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 98 แล้ว ซึ่งในปีนี้การแข่งขันได้เริ่มขึ้น ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2011 โดยมีจุดเริ่มต้นที่เมือง Passage du Gois และสิ้นสุดลงที่เมืองหลวงของ ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 24 กรกฏาคม ปี 2011 สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลอื่นๆ เจ้าแห่งภูเขาคือ ซามูเอล ซานเชส ชาวสเปน จากทีม Euskaltel - Euskadi และสุดยอดตัวสปริ้น ก็เป็นใครไปไม่ได้นั่นคือ จรวดทางเรียบ "มาร์ค คาเวนดิช" ชาวอังกฤษ จากทีม HTC ซึ่งถ้าเป็นทางเรียบ หรือสปริ้นหน้าเส้นชัย แล้วกินเขายากครับ เพราะฝีเท้าจัดเหลือเกิน

    ต่อไปเรามากล่าวถึง ประวัติของผู้ซึ่งได้แชมป์ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ในปีนี้ 2011 นี้กันบ้างครับ

    คาเดล อีแวนส์ เขาเกิดวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปี 1977 เป็นนักปั่นจักรยาน อาชีพชาว ออสเตรเลีย สังกัดทีม "UCI ProTeam BMC" ในวัยเด็กเมื่ออายุได้ 7 ขวบ คาเดล อีแวนส์ เคยได้รับอุบัติเหตุจากการขี่ม้า และเขาต้องอยู่ในโรงพยาบาลด้วยอาการ โคม่าเป็นเวลานานถึง 7 วัน และต่อมาในปี 1986 พ่อและแม่ของเขาก็ได้ตัดสินใจแยกทางกัน ซึ่งเขาก็ได้ย้ายไปอยู่กับแม่ของเขาที่เมือง Armidale, รัฐ New South Wales โดยในช่วงวัยรุ่นเขาชอบเล่นกีฬา สเก็ตบอร์ด คาเดล อีแวนส์ ศึกษาที่โรงเรียนสาธารณะ (หรือ บ้านเราน่าจะเรียกว่าโรงเรียนของรัฐบาล) ใน Inverell, Eltham และโรงเรียนมัธยมปลายใน เมลเบิร์น

    คาเดล อีแวนส์ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ สเตจ 20
    คาเดล อีแวนส์ เริ่มต้นอาชีพการเป็น นักปั่นจักรยาน โดยเริ่มจากการแข่งขัน จักรยานเสือภูเขา (MTB) สังกัดทีมชาติ Australian Institute of Sport ภายใต้การควบคุมทีมของหัวหน้าโค้ช Heiko Salzwedel และ MTB โค้ช Damien Grundy ซึ่งผลงานของเขา คือได้รับรางวัลเหรียญเงินในปี 1997 และ 1999 และได้อับดับที่ 23 ในรายการแข่งขัน จักรยาน ชิงแชมป์โลก และเหรียญบรอนซ์ รายการชิงแชมป์โลกประเภทถนน ในปี 1995 รายการแข่งขันชิงแชมป์โลก Time Trial จูเนียร์ และการแข่งขันจักรยานชิงแชมป์โลก จูเนียร์ ประเภทจักรยานเสือภูเขา ก่อนที่จะหันไปขี่จักรยานประเภทถนนในปี 2001 อีแวนส์เป็น นักปั่นจักรยานเสือภูเขา สังกัดทีม Diamondback MTB ซึ่งบริษัท วอลโว่ เป็นเจ้าของทีม

    ในช่วงฤดูร้อนของปี 2000 หลังจากปรึกษาหารือกับ Michele Ferrari ภายใต้การจัดการของ Tony Rominger คาเดล อีแวนส์ ตัดสินใจเปลี่ยนไปขี่ จักรยานประเภทถนน โดยได้เข้าสังกัดทีม Saeco (2001), Mapei (2002) และทีม Telekom (2003-2004) จากฤดูกาล 2005 เขาได้เข้าร่วมทีม ล็อตโต้ และได้อันดับที่ 8 ในรายการแข่งขันจักรยาน ตูร์ เดอ ฟรองซ์ เป็นครั้งแรกของเขาในฝรั่งเศส และเป็นนักปั่นจักรยาน คนแรกของประเทศออสเตรเลีย ที่ติดอับ 1 ใน 10 จากการแข่งขันรายการนี้ นับตั้งแต่ ฟิลเดอร์สัน เคยทำได้

    ความสำเร็จใน การแข่งขันจักรยานรายการอื่นๆ ในช่วงระหว่างปี 2001 และ 2004 คือรายการทัวร์ของออสเตรียเขาได้อันดับที่ 14 ในปี 2002 รายการ Giro d'Italia เขาได้เป็นแชมป์ประเภท Time Trial ในปี 2002, ปี 2007 คาเดล อีแวนส์ เป็นนักปั่นจักรยาน คนแรกของออสเตรเลียที่ชนะรายการ UCI ProTour ซึ่งทำให้เขาได้กลายเป็นนักปั่นจักรยานคนแรกของ ออสเตรเลีย ที่ชนะ รายการนี้ เมื่อวันที่ 27 กันยายน ปี 2009 จากการแข่งขันจักรยาน ประเภทถนนชิงแชมป์โลก ซึ่งจัดขึ้นที่เมือง Mendrisio ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

    ชีวิตสมรส คาเดล อีแวนส์ ได้สมรสกับ Chiara Passerini, นักเปียโน และครูสอนดนตรี ชาวอิตาเลียน เขาได้รู้จักกันในปี 2002 และได้สมรสกันในปี 2005 คาเดล อีแวนส์ ปัจจุบันเขาอาศัยอยู่ที่บ้านของเขา ในออสเตรเลีย เมืองไกล้ริมทะเลของห่างจาก Barwon Heads, วิกตอเรีย, ประมาณ 100 กม. ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมลเบิร์น และยังคงทำการฝึกซ้อม จักรยาน อย่างมีวินัย เพราะเขารักในอาชีพการเป็นนักปั่นจักรยานของเขามาก


    บทความที่น่าสนใจอื่นๆ : เคล็ดลับสำหรับการปั่น จักรยาน ทางไกลระยะทาง 100 กิโลเมตรขึ้นไป

    วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

    เคล็ดลับสำหรับการปั่น จักรยาน ทางไกลระยะทาง 100 กิโลเมตรขึ้นไป

    ปั่นจักรยานทางไกล

        สำหรับนักปั่นจักรยานหลายๆ คนการที่จะปั่นจักรยานให้ได้ระยะทาง 100 กิโลเมตร ขึ้นไปนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะครับ ยกเว้นสำหรับผู้ที่เป็นนักกีฬาปั่นจักรยานอยู่แล้ว 100 ก.ม ถือว่าเป็นเรื่องปรกติ แต่สำหรับผู้ที่ไม่ใช่นักกีฬา จักรยาน แล้วละก็การที่ปั่นจักรยานเป็นระยะทางไกลๆ 100 ก.ม ขึ้นไปนั้นถือเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้นะครับ แต่เราต้องมีการเตรียมตัวกันหน่อย ถือว่าไปปั่นจักรยานเที่ยวก็แล้วกันอย่าไปจริงจังกับเรื่องความเร็วให้มากนักครับเดี๋ยวจะปั่นไม่ครบ 100 ก.ม แถมกลับมาบ้านเราอาจจะไม่สบายได้ เพราะออกกำลังมากเกินกว่าที่ร่างกายจะรับใหว อันนี้สำคัญมากนะครับ และนี่ยังเป็นสาเหตุหลักๆ เลยที่ทำให้ผู้ที่ปั่นจักรยานเบื่อการปั่นจักรยาน และเลิกปั่นไปในที่สุด

        ยกตัวอย่างแบบง่ายนะครับ ถ้าคุณจะปั่นจักรยานระยะทางประมาณ 120 ก.ม โดยใช้ความเร็วประมาณ 20 - 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทริปนี้คุณจะใช่เวลาในการปั่นประมาณ 6 ชั่วโมง ขึ้นไป แต่ไม่น่าจะเกิน 8 ชั่วโมง นะครับเวลานี้เผื่อสำหรับการแวะทานอาหารเที่ยง และทำธุระต่างแล้ว แต่ยังมีปัจจัยสำคัญอื่นๆ เช่นเส้นทางที่เราจะไปปั่น เป็นทางเรียบ หรือว่ามีทางขึ้นเขา หากเส้นทางที่เราไปปั่นเป็นเขาเยอะๆ เราควรเผื่อเวลาไว้ด้วยครับเพราะความเร็วที่เราใช้ปั่นจะช้าลง ดังนั้นเราควรจะศึกษาเส้นทางกันก่อนแล้วจึงมาคำนวนเวลาในการปั่น แล้วจึงเตรียมตัวอีกทีครับ

    เคล็ดลับการปั่นจักรยานให้ครบระยะทางที่เราตั้งเป้าหมายไว้

    การเตรียมตัวก่อนออกไปปั่นจักรยาน
        คุณจะต้องคำนวนเวลาว่าวันนี้เราจะปั่นโดยใช้เวลาประมานกี่ชั่วโมง และกำหนดเวลาในการเริ่มต้นปั่นว่าเราจะออกไปปั่นเวลากี่โมง และจะกลับถึงที่พัก หรือบ้านเวลากี่โมง เอาแบบคล่าวๆ ครับไม่ต้องตรงเวลาเปะ แต่โดยส่วนตัวผมเอง ผมจะออกไปปั่นแต่เช้าหน่อยครับ เพราะจะเลี่ยงช่วงเวลาเร่งด่วน 7 - 8 โมงเช้าเพราะการจราจร จะคับคั่งเกินไป

    มันอยู่ที่ตัวเราว่าเราจะปั่นแบบไหน
    การที่เราปั่นจักรยาน ระยะทางไกลๆ นั้นความเมื่อยล้านั้นเป็นของคู่กันอยู่แล้วครับ จงพักหากเราอยากจะพัก มันไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยที่เราจะต้องนั้งบนอานจักรยานตลอด เช่นหากเราเห็นวิวทิวทัศน์สวยๆ ตามทางที่เราปั่นไป เราอาจจะแวะถ่ายรูปเก็บไว้ดู ภายหลัง จงอย่าเครียดนึกเสียว่าเป็นการไปเที่ยว

    กินให้เยอะๆ
        ในระหว่างการปั่นจักรยานเราควรทานของว่าง หรือขนมไปด้วย และพยายามกินบ่อยมากที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ ซึ่งของว่างหรือ ขนมนั่นควรจะเป็นของที่ให้พลังงานสูงเพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้ร่างกายของคุณ หากคุณไม่ได้พลังงานที่เพียงพอแล้วละก็ ผลที่ตามมานั้น มันค่อนข้างจะหนักนะครับ ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของตัวผมเอง ตอนที่เริ่มปั่นจักรยานใหม่ๆ ตอนนั้นออกไปซ้อมกับรุ่นพี่คนหนึ่ง ระยะทางในการปั่นประมาน 150 ก.ม แถมยังเป็นทางที่เป็นเขาเยอะด้วยครับ ระหว่างทางผมไม่ค่อยได้ทานอะไร ยกเว้น พักทานข้าวเที่ยง และน้ำเปล่าอีก 2 ขวด เหตุเกิดตอนไกล้จะถึงบ้าน คือเหลืออีก ประมาณ 20 ก.ม จะถึงบ้านแล้วผมก็รู้สึก ว่าตัวเองไม่มีแรงขึ้นมาเฉยๆ คล้ายๆ กับรถเวลาน้ำมันหมดนั้นแหละครับ อาการคือ ตัวจะเย็นๆ และใจเราจะหวิวๆ หากปั่นต่อผมคงน็อคคา จักรยานแน่ ผมเลยบอกพี่เขาว่าเราใจหวิวๆ หมดแรง พี่เขาเลยรีบจอด และซื้อน้ำอัดลมให้ผมทาน และนั่งพักกันสักพัก แรงผมก็เริ่มกลับมาแบบน้อยๆ พอจะพาตัวเองกลับบ้านได้ หลังจากทริปนั้นเวลาผมออกไปปั่นระยะทางไกลอีก ผมพกขนมเพียบครับ ประเภทว่ากระเป๋าตุงกันเลยครับ เพราะเข็ดแล้วครับ

    ดื่มน้ำเยอะๆ เข้าไว้
        น้ำเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เวลาปั่นจักรยาน ร่างกายของเราจะสูญเสียน้ำออกไป โดยเหงือของเรานั้นเองครับ การจิบน้ำบ่อยเวลาปั่นนั้นจึงควรทำให้เป็นนิสัย พอนานๆ ไปเราจะคล่องเองครับ วิธีทดสอบง่ายว่าร่างกายของเราได้รับน้ำเพียงพอหรือไม่ คือระหว่างทางเวลาเรา แวะ เบา หรือปัสสาวะ ให้สังเกตุสีของมันหากเป็นสีเหลืองเข้ม แสดงว่าร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ ควรชดเชยน้ำให้ร่างกายอย่างเพียงพอ โดยเวลาปั่นควรจิบน้ำให้ถี่ขึ้น

    อาหารกลางวันอย่าลืมครับ
        แวะรับประทานอาหารเที่ยง ควรทานให้มากๆ และควรเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง ไม่ต้องกลัวอ้วนครับ ทานเข้าไป ให้มากเท่าคุณจะทำได้ ผลดีของมันนั้นไม่ได้มีเฉพาะระหว่างปั่นจักรยาน แต่มันจะส่งผลดีต่อเนื่องไปจะถึง หลังจากที่เราปั่นจักรยาน เสร็จแล้วมันจะทำให้เราไม่รู้สึกอ่อนเพลียมากเกินไปจากการออกไปปั่นจักรยานไกลๆ  พอเราทานอาหารเสร็จเราควรนั่งพักให้อาหารย่อยบ้างสัก 30 นาที แล้วค่อยออกไปปั่นต่อครับ

    ประสบการณ์จะได้รับจากช่วงปั่นกลับนี่แหละครับ
        เมื่อคุณเสร็จสิ้นการทานอาหารกลางวันแล้วก็ถึงเวลาสำหรับช่วงครึ่งหลังของการปั่นจักรยานทริปนี้แล้ว  ทุกอย่างจะค่อยๆ เข้ามาหา เช่นความอ่อนล้า ความปวดเมื่อย และอื่นๆ  แต่คุณต้อง ทนให้ได้ และคิดบวกเข้าไว้อย่าถอดใจโดยการโบกรถ สองแถว กลับบ้านนะครับ เพราะถ้าหากเราทำสำเร็จตามที่เราตั้งเป้าหมายไว้ ถือว่าเราได้ชนะใจตัวเอง แล้วเพราะมันยิ่งใหญ่กว่าเราชนะคนอื่นๆ


    บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ : การแข่งขันจักรยานทางไกล ตูร์เดอฟรองซ์

    วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

    การแข่งขันจักรยานทางไกล ตูร์เดอฟรองซ์

    ตูร์เดอฟรองซ์

    ประวัติการแข่งขันจักรยาน ตูร์เดอฟรองซ์

    Henri Desgrange
    Tour de France หรือ ตูร์เดอฟรองซ์ เป็นการแข่งขัน จักรยาน ทางไกลที่ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีการก่อตั้ง และจัดการแข่งขันขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ 1903 โดย Henri Desgrange และหนังสือพิมพ์ ออโต้แอล โดยจะมีการจัดการแข่งขันเป็นประจำทุกปีใน ประเทศฝรั่งเศส ประมานเดือน กรกฎาคม ในการแข่งขันจักรยานรายการนี้จะใช้ระยะทางรวมในการแข่งขันนั้นมากกว่า 3,000 กิโลเมตร โดยชาวฝรั่งเศสถือว่า การแข่งขันจักรยาน รายการนี้มีชื่อเสียงที่สุดในโลกรายการหนึ่ง โดยในปี 2009 มีสถานีโทรทัศน์กว่า 78 สถานี ซึ่งได้มีการถ่ายทอดการแข่งขัน ตูร์เดอฟรองซ์ ไปใน 170 ประเทศทั่วโลก

    ความเป็นมาของการแข่งขันจักรยานทางไกล ตูร์เดอฟรองซ์

    ในปลาย ศตวรรษที่สิบเก้า ในประเทศฝรั่งเศสการแข่งขันกีฬาจักรยานถือว่าเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมสูง โดยบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ ชื่อ ปิแอร์ Giffard พวกเขาได้สนับสนุนทางด้านการเงิน, การโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ของพวกเขา ในปี 1900 ผ่านตัวแทนของพวกเขา โดยพวกเขาเลือก Henri Desgrange เพื่อสร้างหนังสือพิมพ์สำหรับรายงานการแข่งขันกีฬาจักรยาน ซึ่งมีชื่อว่า "L' Auto - VELO" โดย Henri Desgrange กับ หนังสือพิมพ์ดังกล่าว ได้เริ่มจัดการแข่งขัน จักรยานทางไกล ตูร์เดอฟรองซ์ ขึ้นเมื่อ วันที่ 19 มกราคม ค.ศ 1903 โดยประกาศว่าเราจะสร้างการแข่งขันจักรยาน "ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดขึ้น คือ ตูร์เดอฟรองซ์" โดยการแข่งขันได้เปิดตัวขึ้นในเดือน กรกฎาคม ในปีเดียวกัน ซึ่งส่งผลทำให้ยอดขายของหนังสือพิมพ์ ออโต้แอล เพิ่มขึ้นอย่างสูง และยังคงดำเนินกิจการมาจนถึงทุกวันนี้


    บทความอื่นๆ ที่ท่านอาจสนใจ : แนวทางการดัดแปลง จักรยาน เสือหมอบธรรมดาให้เป็น จักรยานฟิกเกียร์ แจ่มๆ

    วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

    แนวทางการดัดแปลง จักรยาน เสือหมอบธรรมดา ให้เป็น จักรยานฟิกเกียร์ แจ่มๆ

    จักรยานฟิกเกียร์

         รูปภาพข้างบนนี้คือ จักรยานฟิกเกียร์ แบบทั่วๆ ไปที่เราสามารถหาซื้อได้ตามร้านจำหน่าย จักรยาน ทั่วไป ซึ่งในปัจจุบันนี้ ร้านจำหน่าย จักรยาน แทบจะทุกร้าน จะมี จักรยานฟิกเกียร์ ไว้จำหน่าย เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสนใจ จักรยาน ประเภทนี้เพิ่มขึ้น เพราะในปัจจุบันกลุ่มผู้ปั่น จักรยาน หันมาสนใจ จักรยาน ประเภทนี้กันมาก ครับ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กวัยรุ่น ผมเห็นขี่กันทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ราคาของเจ้า จักรยานฟิกเกียร์ นี้ก็ไม่ไช่ถูกๆ เลยครับ ราคายืนพื้นเบาะๆ ก็ตกราวๆ คันละ ประมาณ 7,000 - 10,000 กว่าบาท จนไปถึงระดับขั้นเทพ ก็เหยียบๆ แสนกันเลยครับ วัยรุ่นหลายคนที่กำลังศึกษาอยู่ และมีทุนทรัพย์น้อยก็ อดเท่กันไปครับ เพราะถ้าเป็น จักรยาน ธรรมดาๆ คัน 3 - 4 พันบาท ก็ยังพอใหวแต่นี่ราคาเกือบๆ หมื่น ซึ่งน้องๆ ที่กำลังศึกษาอยู่ คงต้องเก็บเงินค่าขนมกัน นานพอสมควรกว่าจะได้ มาขี่ซักกคัน

         วันนี้ ผมเลยจะมา แนะนำ แนวทางการดัดแปลง จักรยานเสือหมอบ ธรรมดาๆ เก่าๆให้เป็น จักรยานฟิกเกียร์ สวยๆ ไว้ขี่เล่นกันครับ น้องๆ บางคนอาจมี จักรยานเสือหมอบ เก่าๆ อยู่ที่บ้าน อาจจะยังใช้ได้อยู่หรือ ไม่ได้ใช้แล้วก็ตามครับ อย่าทิ้งนะครับ เพราะเราสามารถ นำมันมาดัดแปลงให้เป็น ฟิกเกียร์ แจ่มๆ ไว้ขี่เล่นได้ครับ และที่สำคัญ ต้นทุนต่ำอีกต่างหาก เวลาเราเบื่อแล้วก็ไม่ต้องเสียดายเงินด้วย ข้อดีก็มีเยอะมากเลย งั้นเรามาดู จักรยานฟิกเกียร์ ที่ทำการดัดแปลงมาจาก จักรยานเสือหมอบ กันเลยนะครับ โดยดูจากรูปข้างล่างครับ

    ฟิกเกียร์ แปลง

    จากภาพข้างบน ผมจะทำลูกศร ตรงจุดที่แตกต่างระหว่าง จักรยานเสือหมอบ กับ จักรยานฟิกเกียร์ ไว้ จริงๆ แล้วมันเยอะกว่านี้ครับ แต่เอาตรงที่จุดที่ มีความแตกต่าง กันอย่างชัดเจนจริงๆ ครับ
    1. คือจุด สำหรับใส่ สายเบรค สำหรับ จักรยานฟิกเกียร์ แล้วจะไม่มีครับ
    2. คือ จุดที่ติดตั้งกล้ามเบรค ถ้าเป็นเฟรม ฟิกเกียร์ จริงๆ แล้วจะไม่มีครับ แต่ที่ในปัจจุบันเฟรมจักรยานประเภทนี้จะมีรูให้ ติดตั้งเบรค ด้วย ผมว่าเขาคงคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้ตามท้องถนนมากกว่า ติดไว้ก็ดีนะครับ ปลอดภัยไว้ก่อน
    3. คือ จานหน้าครับ รถจักรยานฟิกเกียร์ จะมีใบจานแค่อันเดียว ส่วนเสือหมอบจะมี 2 ใบ
    4. คือ จุดยึดล้อหลัง สำหรับเฟรมของ จักรยานเสือหมอบ หรือภาษาชาวบ้านเรียก "หางปลา" จะใส่โดยการคล้องแล้วดึงมาด้านหลัง ส่วน ของ ฟิกเกียร์ จะใส่จากด้านหลังแล้วดันไปข้างหน้าครับ
    5. คือ ดุมหลังนั่นเองครับ คือจุดที่เราต้องเปลี่ยนครับ สังเกตุดูว่าถ้าเป็นดุมของ จักรยานเสือหมอบ จะไม่สามารถ ใส่เฟืองหลังของฟิกเกียร์ได้ครับ
    ส่วนที่เราต้องดัดแปลง

    ดุมล้อ ฟิกเกียร์
    ตรงจุดนี้ เรียกว่าดุมล้อครับ เราจะทำการเปลี่ยนเฉพาะดุมหลังเท่านั้นครับ เพราะดุมหน้าใช้ของเดิมได้ โดยการเปลี่ยนจาก ดุมของเดิมมาเป็นดุมของ จักรยานฟิกเกียร์ แต่เวลาเราไปซื้อ ดุมเราควร นับจำนวน ซี่ลวดของล้อเราด้วยนะครับ ว่ามีกี่ซี่ โดยทั่วไปแล้วจะมี 32 ซี่ ครับ แต่ถ้าเป็นรุ่นเก่าจริงๆ จะมี 36 ซี่ หากของเรามี 36 ซี่ ผมแนะนำใช้ ดุมของรถจักรยาน BMX แทนได้ครับ เพราะ BMX ส่วนมากจะมี 36 ซี่ ผมแนะนำถ้าใคร ขึ้นซี่ลวดล้อเองไม่เป็น ให้ร้าน จักรยาน ทำให้นะครับ จะดีกว่า โดยส่วนตัวแล้วผมจะทำเอง เพราะไม่ใว้ใจร้านที่ ทำ เพราะให้เขาทำทีไรเขาจะขึ้นซี่ลวดให้เราตึงเกินไป ข้อเสีย คือ เวลาขี่ไปนานๆ ซี่ลวดอาจขาดได้ครับ และที่สำคัญหากขาดแล้ว ล้อรถเราจะคดมากกว่าปรกติ และไม่สามารถขี่กลับบ้านได้ ต้องยกรถขึ้นสองแถวอย่างเดียว ผมเจอมาแล้วครับ ตอนนั้นทำเองไม่เป็น เลยเข้า-ออกร้าน จักรยาน บ่อยมากจนผมลำคาญ เลยฝึกทำเอง ให้มันรู้แล้วรู้รอดไป หลังจากทำเองแล้วซี่รถ ผมไม่เคยขาดอีกเลย "ขอออกตัวก่อนนะครับ ผมไม่ใช่ระดับเซียนนะครับแค่พอทำได้ครับ"

    ชุดจาน จักรยานฟิกเกียร์
    ตรงจุดนี้ เราเรียกว่า จานหน้า ครับของ จักรยานฟิกเกียร์ จะมีใบจานแค่ใบเดียวครับ ส่วนของเสือหมอบจะมี 2 ใบ คือใบใหญ่ ก็ตรงจุด A นั้นแหละครับ ส่วนใบเล็กก็จุด B ครับ หากเราจะทำเป็นจานฟิกเกียร์ ก็ถอดใบใหญ่เก็บไว้ แล้วเอาใบเล็กมาใส่แทนใบใหญ่ ครับไม่ยากครับ ลองทำดูครับ หรือให้เพื่อนที่พอมีความรู้ทางด้านนี้ทำให้ แล้วเลี้ยงกาแฟ เขาสักแก้วคงพอใหวนะครับ ถ้ารักกันจริง ถ้าหากเปลี่ยนแล้ว หากไปลองปั่นแล้ว รู้สึกเบาเกินไป คือเวลาปั่นแล้วปั่นซะ ซอยยิกๆ เราควรเปลี่ยนเฟื่องหลังให้เล็กลง ให้เหลือซักประมาน 12 - 13 ฟันน่าจะพอครับ แต่ถ้าจานหน้าเป็นของเสือหมอบรุ่นเก่าๆ ใบเล็กจะมี 42 ฟันครับ แต่ถ้าเป็นจานรุ่นใหม่ จะมีแค่ 39 ฟันครับ ถ้าของเพื่อนๆ เป็นจานรุ่นเก่าที่มี 42 ฟันก็ใช้เฟื่องหลัง ประมาณ 15 - 16 ฟันน่าจะพอปั่นแบบสบายๆ ไม่หนักจนเกินไปครับ

    จุดที่เราไม่ต้องดัดแปลง

    เฟรม จักรยาน
    จุดนี้ โดยทั่วไปเขาเรียกว่า หางปลา ครับเราไม่ต้องไปทำอะไรกับมันครับ ผมเอามาลงให้ดูเพื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่าง จักรยาน ทั้งสองประเภทครับ แต่ผมเคยเห็น บางคนไปตัด หางปลาของเสือหมอบ ออกแล้วทำการเชื่อมหางปลาของ จักรยาน BMX เข้าไปแทน โดยส่วนตัวแล้วผมไม่แนะนำครับ เพราะความแข็งแรงเฟรมจะลดลง ยิ่งถ้าหากร้านที่ทำฝีมือไม่ถึงแล้ว ปัญหาจะตามมาอีกเยอะครับ ผมแนะนำใช้แบบเดิมนั่นแหละครับ ดีแล้ว ไม่งั้นผมคิดว่ามันจะไม่ คลาสสิค ผมคิดเองนะครับ

    ส่วนรูปข้างล่างเป็น จักรยานฟิกเกียร์ ที่ดัดแปลงมาจาก จักรยานเสือหมอบ แต่ละคันสวยๆ ทั้งนั้นครับผมหามาให้ชมเพื่อที่เพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ สามารถนำไปเป็นแนวทางในการตกแต่ง จักรยาน ของตนเองได้ครับ

    ฟิกเกียร์
    คันนี้ก็อย่างสวยครับจะเห็นได้ เขายังใช้จานหน้าของ เสือหมอบ อยู่ครับใหญ่เชียว คงหนักน่าดูเวลาปั่น แต่ก็สวยครับ

    จักรยานฟิกเกียร์ ดัดแปลง
    อีกคันที่ดัดแปลงมาได้สวยครับ แต่จานหน้าของเขาใช้ของ จักรยานฟิกเกียร์ จริงๆ  ล้อของเขายังเป็นแบบ 36 ซี่อยู่ครับซึ่งเราสามารถ นำดุมล้อของ จักรยาน BMX มาใส่แทนได้ครับ

    ฟิกเกียร์ แปลงแล้ว
    คันนี้ก็ทำได้สวยอีกคันหนึ่งครับ แต่เบาะน่าจะแพงอยู่ครับ

    ฟิกเกียร์ จักรยานสวย
    คันนี้คนขี่คงสูงน่าดูผมว่าน่า 190 ซ.ม ขึ้นนะครับ สังเกตุจากเฟรมแล้วไม่น่าพลาด เพื่อนๆ สังเกตุตรงแฮนครับ เขาตัดเอาของเสือหมอบธรรมดา นี่แหละครับมาใส่ ช่างสร้างสรรค์จริง งานก็เนียนดีครับ

    ฟิกเกียร์ คลาสสิค
    คันนี้เขาแต่งแนวคลาสสิค ครับแต่ก็ดูดีมีสกุล ครับตามแบบฉบับ Vintage

        หลังจากดูรูป ที่ทางผมนำมาฝากแล้ว หวังว่าเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ หลายคนคงมีแนวทางในการแต่งรถ จักรยานฟิกเกียร์ ของตนเองบ้างนะครับ ส่วนรายละเอียดลึกๆ ในการดัดแปลงวันหลังผมจะนำเสนอเป็นจุดๆ แบบเจาะลึกกันเลยครับ ยังไงก็ขอขอบคุณ ทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชม นะครับ!!

    บทความอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ : นักปั่นจักรยาน 10 อันดับแรกที่มีคะแนน สูงสุด ปี 2011

    วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

    นักปั่นจักรยาน 10 อันดับแรกที่มีคะแนน สูงสุด ปี 2011

         บทความนี้เรามาดูกันว่า นักปั่นจักรยาน ที่สามารถทำคะแนนสะสมได้สูงสุด 10 อันดับแรก ในปี 2011 กันครับ ว่าอันดับมีการเปลี่ยนแปลงกันยังไงบ้างเรามาเริ่มกันเลยครับ
    Joaquin Rodriguez Oliver
    • อับดับ ที่ 1 คือ Joaquin Rodriguez Oliver
    • เป็น นักปั่นจักรยานชาว สเปน
    • เกิดวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ 1979
    • ปัจจุบันสังกัดทีม Katusha
    • คะแนนที่ทำได้ในปีนี้ 944 คะแนน
    • อันดับโลกเขาอยู่ทีอันดับ 216

    Alberto Contador Velasco
    • อับดับ ที่ 2 คือ Alberto Contador Velasco
    • เป็น นักปั่นจักรยานชาว สเปน
    • เกิดวันที่ 6 ธันวาคม 1982
    • ปัจจุบันสังกัดทีม Saxo Bank
    • คะแนนที่ทำได้ในปีนี้ 975 คะแนน
    • อันดับโลกเขาอยู่ทีอันดับ 129

    Gilbert
    • อับดับ ที่ 3 คือ Philippe Gilbert
    • เป็น นักปั่นจักรยานชาว เบลเยี่ยม
    • เกิดวันที่ 5 กรกฎาคม 1982
    • ปัจจุบันสังกัดทีม Omega Pharma
    • คะแนนที่เขาทำได้ในปีนี้ 940 คะแนน
    • อันดับโลกเขาอยู่ทีอันดับ 191

    Scarponi
    • อับดับ ที่ 4 คือ Michele Scarponi
    • เป็น นักปั่นจักรยานชาว อิตาลี
    • เกิดวันที่ 25 กันยายน 1979
    • ปัจจุบันสังกัดทีม Lampre
    • คะแนนที่ทำได้ในปีนี้ 926 คะแนน
    • อันดับโลกเขาอยู่ทีอันดับ 499

    nibali
    • อับดับ ที่ 5 คือ Vincenzo Nibali
    • เป็น นักปั่นจักรยานชาว อิตาลี
    • เกิดวันที่ 14 พฤศจิกายน 1984
    • ปัจจุบันสังกัดทีม Liquigas
    • คะแนนที่ทำได้ในปีนี้ 780 คะแนน
    • อันดับโลกเขาอยู่ทีอันดับ 353

    Vinokourov
    • อับดับ ที่ 6 คือ Alexandre Vinokourov
    • เป็น นักปั่นจักรยานชาว คาซัคสถาน
    • เกิดวันที่ 16 กันยายน 1973
    • ปัจจุบันสังกัดทีม Astana
    • คะแนนที่ทำได้ในปีนี้ 751 คะแนน
    • อันดับโลกเขาอยู่ทีอันดับ 69

    Evans
    • อับดับ ที่ 7 คือ Cadel Evans
    • เป็น นักปั่นจักรยานชาว ออสเตรเลีย
    • เกิดวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1977
    • ปัจจุบันสังกัดทีม BMC
    • คะแนนที่ทำได้ในปีนี้ 739 คะแนน
    • อันดับโลกเขาอยู่ทีอันดับ 71

    Samuel Gonzalez
    • อับดับ ที่ 8 คือ Samuel Sanchez Gonzalez
    • เป็น นักปั่นจักรยานชาว สเปน
    • เกิดวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1978
    • ปัจจุบันสังกัดทีม Euskaltel
    • คะแนนที่ทำได้ในปีนี้ 710 คะแนน
    • อันดับโลกเขาอยู่ทีอันดับ 125

    Cunego
    • อับดับ ที่ 9 คือ Damiano Cunego
    • เป็น นักปั่นจักรยานชาว อิตาลี
    • เกิดวันที่ 19 กันยายน 1981
    • ปัจจุบันสังกัดทีม Lampre
    • คะแนนที่ทำได้ในปีนี้ 669 คะแนน
    • อันดับโลกเขาอยู่ทีอันดับ 94

    Joaquin Rojas Gil
    • อับดับ ที่ 10 คือ Jose Joaquin Rojas Gil
    • เป็น นักปั่นจักรยานชาว สเปน
    • เกิดวันที่ 8 มิถุนายน 1985
    • ปัจจุบันสังกัดทีม Movistar
    • คะแนนที่ทำได้ในปีนี้ 664 คะแนน
    • อันดับโลกเขาอยู่ทีอันดับ 657

         วันหลังผมจะนำประวัติของนักปั่นจักรยานแต่ละคนมาฝากนะครับ ยังไงก็ค่อยติดตาม นะครับ สำหรับวันนี้ ขอจบบทความนี้เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ ง่วงนอนแล้วครับ ตี 4 ครึ่งพอดี ขอบคุณทกท่านที่แวะมา ครับ

    บทความที่ท่านอาจสนใจก่อนหน้านี้ : ทำไมนักปั่นจักรยานส่วนใหญ่จึงต้องโกนขนหน้าแข้ง

    วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2554

    ทำไมนักปั่นจักรยานส่วนใหญ่จึงต้องโกนขนหน้าแข้ง

    cyclist legs

        หลายคนคงเคยเห็นนักปั่นจักรยานทั่วไปส่วนใหญ่เวลาเรามองที่ขาของพวกเขา เราอาจสงสัยว่าเขาทำไมไม่มีขนหน้าแข้ง ผมเองก็เป็นคนหนึ่งครับที่เคยโกนขนหน้าแข็ง ตอนสมัยที่ผมยังแข่งขันจักรยานอยู่โดยไม่ไม่รู้เลยว่า ทำไมเราต้องโกนมันออกด้วย ผมเคยถามพวกพี่ๆ ที่ฝึกซ้อมด้วยกัน พวกเขาก็ตอบว่า "ทำให้ลู่ลมบ้าง ทำให้ง่ายต่อการนวดขาบ้าง" แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรเห็นพวกพี่เขาโกนผมก็โกนตามเขาด้วย โดยผมรู้สึกว่าถ้าโกนขนหน้าแข้งตามพวกพี่เขาเราก็จะได้ดูเป็นมืออาชีพขึ้นบ้างครับนึกแล้วก็ ตลกเหมือนกันครับ แต่อันที่จริงแล้วการโกนขนหน้าแข้ง และขาของนักปั่นจักรยานนั้น จากการที่ผมได้ไปหาอ่านตามเว็บไซต์ และบทความตามนิตยสารต่างๆ แล้วจึงได้รู้ว่ามันมีประโยชน์กับเราชาวนักปั่นจักรยานอยู่ไม่น้อยเลยครับ ไม่เพียงแต่โกนตามแฟชั่น หรือโกนตามเพื่อนไปให้ดูกลมกลืน เท่านั้นเหตุผลก็มีดังนี้ครับ

    โกนขนหน้าแข้ง แล้วมีประโยชน์ยังไง

    • เพื่อให้ง่ายต่อการนวดคลายกล้ามเนื้อ อันนี้เป็นความจริงครับโดยส่วนใหญ่แล้วนักปั่นจักรยานส่วนใหญ่มักจะนวดคลายกล้ามเนื้อขาของตนด้วย แป้งซึ่งแป้งในที่นี้ก็คือแป้งที่เราใช้ทาตัวหลังอาบน้ำนั่นแหละครับยี่ห้ออะไรก็ได้ ผมก็นวดด้วยแป้งเช่นกันครับ ลองนึกดูนะครับถ้าเราไม่โกนขนหน้าแข้งออกเวลาเรานวดมันจะเจ็บ เพราะราวกับว่าเราดึงขนหน้าแข้งของตนเองทุกวันแต่พอเราโกนมันออกแล้ว ลื่นเลยครับนวดได้อย่างคล่องตัว แต่หากเป็นสุภาพสตรี อาจไม่ประสบกับปัญหานี้เพราะผู้หญิงโดยส่วนมากจะไม่มีขนหน้าแข้งครับ
    • ทำให้ง่ายต่อการรักษาความสะอาด เพราะเวลาเราปั่นจักรยานตามท้องถนนนั้นจะมีฝุ่น และสิ่งสกปรกมากมายเช่น ฝุ่น, คราบน้ำมัน เป็นต้น หากเรามีขาที่ปราศจากขนแล้ว มันจะทำให้ขาของเรายากต่อการที่พวกฝุ่น และควันต่างๆ จะมาเกาะ และยังมีประโยชน์มากหาก เพื่อนๆ เป็นนักปั่นจักรยานเสื่อภูเขา เพราะเวลาเพื่อนๆ ปั่นไปในเส้นทางที่ค้อนข้างรก หรือปั่นไปในป่าแล้วอาจจะเจอหนามของต้นไม้เกี่ยวขนหน้าแข้งทำให้เราบาดเจ็บได้ ซึ้งถ้าหากเราโกนขนหน้าแข้งออกแล้ว หนาม หรือกิ่งไม้จึงไม่สามารถเกี่ยวขนเราได้ครับ
    • ง่ายต่อการรักษาบาดแผลเวลาเราเกิดอุบัติเหตุ จากการปั่นจักรยาน เพราะแผลถลอกที่เกิดจากการล้มเวลาเราปั่นจักรยานนั้นหากจะทำให้หายเร็วนั้นเราต้องหมั่นรักษาความสะอาด และใส่ยาทุกวัน ซึ่งในเรื่องนี้ผมมีประสบการณ์มาแล้วครับสมัยที่ยังปั่นจักรยานอยู่ หากเราไม่รักษาความสะอาดของแผลเป็นประจำ จะทำให้แผลนั้นหายช้ามากเราจึงต้องล้างแผล และทายาทุกวันครับจึงจะทำให้แผลหายเร็วขึ้น
    เพื่อนๆ คงได้ทราบประโยชน์จากการที่เราโกนขนหน้าแข้งกันบ้างแล้วนะครับ คราวนี้ก็อยู่ที่เพื่อนๆ แล้วละครับ ว่าจะโกนมันออกหรือเปล่า หากเพื่อนๆ ต้องการที่ปั่นจักรยานแบบจริงๆ จังๆ ผมว่าโกนออกก็ดีครับ

    วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

    เส้นทางปั่นจักรยาน เชียงใหม่

    เส้นทางปั่นจักรยาน เชียงใหม่
        วันนี้ผมจะมาแนะนำเส้นทางในการปั่นจักรยาน ในจังหวัดเชียงใหม่ครับ โดยเส้นทางนี้ถ้าหากเป็นคนในพื้นที่หรือ ชาวเชียงใหม่แล้วส่วนมากจะเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ถ้าเป็นคนต่างจังหวัดอาจจะไม่ค่อยรู้เส้นทางเท่าใหล่นะครับ โดยถนนสายนี้เป็นถนนที่จะเดินทางไป มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นั่นเองครับ ซึ่งจะเป็นทางหลวงหมายเลข "1001" ครับถ้าดูตามแผนที่ทั่วไป โดยลักษณะเส้นทางช่วง 2 กิโลเมตรแรก จะเป็นถนนคอนกรีต หลังจากนั้นจะเป็นถนนลาดยางมะตอย ตลอดเลยครับ โดยเส้นทางนี้ผมจะใช้ขี่จักรยานออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว เหตุผลคือ การจราจรไม่คับคั่ง และส่วนมากจะเป็นถนนลาดยางมะตอย ทำให้ขี่ได้นิ่มนวล และที่สำคัญไม่เปลืองยางรถ ของเราด้วยครับ คือทำให้เราสามารถยืดอายุการใช้งานของยางรถจักรยานของเราได้มากเลยถ้าหากเรา ขี่จักรยานบนเส้นทางที่ลาดยางมะตอย

        โดยทางด้านความปลอดภัยแล้วเส้นทางนี้ผมถือว่าใช้ได้เลยนะครับ เพราะใหล่ทางค้อนข้างกว้าง คือประมาณ 2 เมตรเห็นจะได้ และเรียบมากครับ ไม่ค่อยมีรถจอดตามไหล่ทางให้เกะกะมาก ทางแยกต่างๆ ก็มีไม่เยอะ สามารถทำความเร็วได้ต่อเนื่องไม่ต้องมาสะดุด กับทางแยกต่างๆ โดยระยะทางเริ่มจากสามแยกแม่โจ้ ไปจนถึง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นั้นประมาน สิบกว่ากิโลเมตร และนี่ก็ถือเป็นอีกเส้นทางหนึ่งเอาไว้เป็นทางเลือกในการปั่นจักรยาน ของเพื่อนๆ ได้นะครับ หรือถ้าหากใครมาเที่ยวเชียงใหม่แล้วอยากปั่นจักรยานออกกำลังกาย หรือว่าท่องเที่ยวแล้วละก็ ผมว่าเส้นทางนี้ก็นะจะเป็นทางเลือกสำหรับเพื่อนๆ ชาวจักรยานได้บ้างนะครับ

    หมายเหตุ รูปแผนที่ที่ผมนำมาลงให้ดูนั้นสามารถกดดูภาพใหญ่ได้นะครับ ลองดูนะครับเผื่อว่าท่านอยากจะไปปั่นจักรยานบนถนนเส้นนี้บ้าง ถ้าเจอกันก็โบกมือทักท่ายได้ครับ ขอบคุณครับ

    วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

    ผลของการนอนหลับที่มีต่อนักกีฬา จักรยาน

    การนอน

        หลายท่านคงเคยมีประสบการณ์ที่ว่า เมื่อคืนนอนน้อยแล้วรุ่งเช้าต้องตื่นไปทำงาน, ไปเรียน หรือต้องออกไปปั่นจักรยานยิ่งถ้าเราไปเที่ยว หรือไปดื่มกับเพื่อนๆ ด้วยแล้วละก็ แทบจะไม่อยากลุกจากที่นอนกันเลยครับนี่แค่เราตื่นไปทำงาน หรือไปเรียนตามปรกตินะครับ ยิ่งถ้าหากเราเป็นนักกีฬาแล้วละก็ มันจะส่งผลต่อการฝึกซ้อมอย่างมากเลยครับ ดังนั้นในบทความนี้ผมจะมาพูดถึงความสำคัญของการพักผ่อนด้วยการนอนหลับ และเทคนิคการนอนหลับสำหรับนักกีฬาทั่วไป และนักปั่นจักรยาน ครับระหว่างที่เรานอนหลับนั้นร่างกายของเราจะเริ่มทำการฟื้นฟู หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การกู้คืน ทำให้ร่างกายของเรากลับเข้าสู่สภาวะปกติ และในระหว่างนี้ร่างกายเราจะซ่อมแซมส่วนที่สึกหลอไปด้วยทำให้ร่างกายของเราแข็งแรง และทำให้สุขภาพดี งั้นเรามาทราบวิธีกันเลยดีกว่าครับ

    เคล็ดลับ และเวลาในการนอนสำหรับนักกีฬาอาชีพ

    • จากการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จากหลายสถาบัน พบว่าร่างกายของคนเราจะทำการซ่อมแซมส่วนที่สึกหลอ หรือกู้คืนร่างกายจากความอ่อนล้านั้นจะเกฺิดขึ้นช่วง 2 ชั่วโมงแรกของการนอนหลับ ดังนั้นจึงมีความพยายามแบ่งการนอน ของนักกีฬาอาชีพ, นักปั่นจักรยาน ให้เป็นการงีบกระจายไปตลอดทั้งวัน อาจจะงีบช่วงบ่ายหลังจากรับประทานอาหารเสร็จซัก 1 ชั่วโมง แต่ไม่ใช่ว่าทานเสร็จแล้วนอนเลยนะครับ ต้องรอให้อาหารย่อยก่อนซัก 1 ชั่วโมงแล้วค่อยงีบ ส่วนเวลาในการงีบหลับนั้น ควรอยู่ระหว่าง 20 - 30 นาที่ก็พอครับ
    • ในการนอนหลับของคุณแต่ละครั้งนั้น ควรนอนหลับในช่วงเวลา 10:00 - 02:00 น. และเวลาที่เราไม่ควรนอนหลับจะเป็นช่วงเวลา 06:00 - 08:00 น. เพราะร่างกายของเราธรรมชาติได้สร้างมาให้เราตื่นนอนในช่วงเวลานี้
    • อย่านอนหลับให้มากเกินไป เวลาที่เหมาะสมสำหรับการนอนหลับในแต่ละครั้งคือ 7-8 ชั่วโมง สำหรับในการนอนตามปรกติ, ส่วนการงีบนั้นควรใช้เวลาประมาน 20-30 นาที ในช่วงช่วงบ่ายประมาน 13:00-15:00 น.
    • ควรมีขวดน้ำวางใว้ข้างเตียงเสมอ เพราะในช่วงที่คุณนอนหลับตามปรกติในช่วงกลางดึกคุณอาจจะต้องตื่นไปเข้าห้องน้ำ แต่พอคุณทำธุระส่วนตัวเสร็จก่อนกลับไปนอนคุณควรดื่มน้ำที่วางอยู่ข้างเตียงเข้าไปเล็กน้อย เพื่อเวลาคุณตื่นนอนตอนเช้าคุณจะได้รู้สึกสดชื่น และยังมีผลดีต่อสุขภาพด้วยครับ

    วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

    ภาษา จักรยาน ที่ท่านคุ้นเคย

    การฝึกซ้อมจักรยาน

        คำศัพท์ หรือภาษาที่ผมคิดว่าทุกท่านน่าจะคุ้นหูกันพอสมควร และที่ผมจะมานำเสนอนี้ เป็นศัพท์ที่ทุกท่านอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้าง ถ้าหากท่านได้ไปปั่น จักรยาน กับกลุ่มเพื่อนๆ หรือปั่นกับกลุ่มอื่นๆ หรือชมรมที่มีแต่คนแรงๆ แต่ผู้ที่เข้ามาในวงการ จักรยาน ใหม่ๆ หรืออาจเรียกว่า มือใหม่นั้นอาจจะยังไม่เคยได้ยินหรือไม่คุ้นหูเท่าไหล่ แต่พอท่านปั่นไปนานๆ ก็จะรู้เองว่าศัพท์ที่ผมนำมา แบ่งปันนั้นเขาใช้กันจริงๆ นะครับ อาจจะพูดในใจ หรือพูดกันในหมู่เพื่อนที่ร่วมปั่นด้วยกัน ทั้งต่อหน้า และลับหลัง หรือที่เขาเรียกว่า นินทาลับหลังนั่นแหละครับ งั้นเรามารู้จักศัพท์ต่างๆ กันเลยครับ

    • "หลุด" คำนี้นักปั่นจักรยานไม่ว่า มือเก๋า หรือมือใหม่ต้องคุ้นเคยกับคำ คำนี้เป็นอย่างดี ยิ่งถ้าเป็นเด็กใหม่ หรือ ผู้ที่ไม่ค่อยได้ซ้อมบ่อยๆ แล้วละก็คำนี้มันชั่งเป็นคำที่ทุกท่านไม่ชอบเลย ยิ่งถ้าไปเจอพวกเพื่อนๆ ที่แรงๆ แล้วแทบไม่อยากออกไปขี่ด้วยเลย ลักษณะ ที่สำคัญของคำว่า "หลุด" คือ เราปั่นไปพร้อมกับกลุ่มไปได้สักพัก พอเพื่อนในกลุ่มแร่งความเร็วในการปั่นจักรยานขึ่นไปเลื่อยๆ จนไปถึงความเร็วที่เราไม่สามารถทนอยู่ได้ แล้วเราก็เลยหลุดออกจากกลุ่มแล้วมองกลุ่มที่กำลังปั่นด้วยความเร็วสูงค่อยๆ หายไป ทีละน้อยๆ ต่อหน้าต่อตามันชั่งเป็นคำที่บาดใจเสียเหลือเกิน ดังนั้นเราควรกลับมาซ้อม หรือเตรียมพร้อมตัวเองให้ดีกว่าเดิม เพื่อกลับไปขี่จะได้ไม่หลุดจากกลุ่มนั่นเอง นี่คือวิธีแก้ไขครับ
    • "จี้" คำนี้หลายท่านคงชอบนะครับ มันไม่ได้หมายถึงการไป จี้ หรือ ไปปล้นใครนะครับ ที่ถูกต้องแล้วมัน หมายถึงการที่ขี่ตามเพื่อนนักปั่นแบบไกล้ๆ ยิ่งไกล้เท่าไหล่เรายิ่งเสียแรงในการปั่นจักรยานน้อยลงเท่านั้น เพราะผู้ที่ขี่อยู่ข้างหน้าเราจะเป็นตัวที่บังลม หรืออากาศไม่ให้มาประทะกับเราทำให้เรา ใช้แรงในการปั่นน้อยลง ยิ่งเวลาระหว่างการแข่งขันด้วยแล้ว การจี้ จะถูกนำมาใช้กันมาก แต่เวลาทำการฝึกซ้อมเราไม่ควร จี้ ให้มากนักนะครับ นอกจากเราจะไม่แข็งแกร่งขึ้นแล้ว เรายังจะเป็นที่รังเกียจของเพื่อนๆ ที่ร่วมซ้อมกับเราเพราะเราไปกินแรงเขามากเกินไป แต่ถ้าเรามีเหตุผลในการจี้อย่างเดียวก็ควร อธิบายให้เพื่อนในกลุ่มได้รู้ก่อนออกไปฝึกซ้อม ได้จะดีมากครับ เพื่อนๆ จะได้เข้าใจ และไม่คิดกับเราในด้านลบ
    • "เฆี่ยน" คำนี้ในวงการจักรยานนั้นหมายถึง นักปั่นจักรยานที่มีความฟิตมากๆ ไปขี่กับนักปั่นคนอื่นๆ แล้วตัวเองขี่ด้วยความเร็วสูงมากๆเพื่อหวังว่าคนอื่น หรือนักปั่นคนอื่นจะหลุด จากการที่ตัวเองขี่ด้วยความเร็วสูง อันที่จริงแล้วตามมารยาทในการฝึกซ้อมไม่ควรใช้ครับ การเฆี่ยน ควรใช้ในการแข่งขันมากกว่า ถ้าท่านแรงจริงควรไปเจอกันในระหว่างแข่งขันไม่ใช่ว่าไปทำคนที่แรงน้อยๆ หรือเด็กไหม่ครับไม่งั้นถ้าท่านทำบ่อยๆ อาจจะมีคนหมั่นใส้ และ ท่านจะเจอกับคำที่ผมจะนำเสนอต่อไป
    • "สวน" คำนี้มีใว้สำหลับผู้ที่ทำการฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดี จนมีแรงแบบเหลือๆ แต่ท่านควรใช้ในเหตุการณ์ที่สมควรด้วยนะครับ และถ้าท่านเจอนักปั่นจักรยานที่มีนิสัยตามข้อ 3 เราอนุญาติให้ท่าน สวน ได้เลยครับตามสบายครับ แต่ต้องสวนให้เขาผู้นั้นหลุด ไปเลยนะครับ เรียกว่าเป็นการบอกให้เขาผู้นั้นรู้เป็นนัยๆ ว่าคนแรงกว่าท่านยังมีอีกเยอะ การ สวน คนอื่นนั้นถ้าเราคิดว่าเราไม่พร้อมหรือไม่แรงจริงอย่าทำ ครับเพราะเราจะเป็นฝ่ายที่ถูกสวนกลับ และกลายเป็นผู้ที่หลุดจากกลุ่มเอง

        ภาษาในกลุ่มนักปั่นจักรยานยังมีอีกเยอะแยะครับไว้วันหน้าวันหลังถ้าผมว่างๆ จะเอา ศัพท์ แปลกๆ ตลกๆ มากฝากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ อีกนะครับวันนี้ขอจบบทความนี้เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ บทความนี้ถึงจะไม่ค่อยมีสาระเท่าไหล่ แต่ก็คิดเสียว่าอ่านให้ได้คลายเคลียดกันก็พอครับ ขอบคุณครับ