การแข่งขัน จักรยาน รายการต่างๆ ที่น่าสนใจ

รวบรวมการแข่งจักรยาน รายการต่างๆ ที่น่าสนใจ ในส่วนนี้ ผมจะพยายาม หามาฝาก ให้ได้มากขึ้นครับ

จักรยานเสือภูเขา

สำหรับ ท่านที่เป็นแฟน จักรยานเสือภูเขา ทางผมจะพยายาม นำเรื่องราว เกี่ยวกับจักรยานประเภทนี้มานำเสนอให้มากขึ้น ครับ ที่ผ่านมา ผมคิดว่ามันยังน้อยอยู่ โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยถนัด ทางเสือภูเขามากเท่าไหร่ครับต้องขออภัย ไว้ล่วงหน้าหากมีข้อมูลผิดพลาด ครับ

อะไหล่ จักรยาน และเทคโนโลยี ต่างๆ

ในปัจจุบัน มีการพัฒนาไปมากครับ จนเราๆ ท่านๆ แทบจะหาเงิน มาเปลี่ยน อะไหล่พวกนี้กันแทบไม่ทัน ใครที่มีทุนมากหน่อย ก็สบายหน่อยครับ ได้ใช้ของใหม่ ก่อนใครเพื่อน ส่วนใครทุนน้อย ก็คงต้องรอของมือสองกันละครับ

จักรยาน BMX

จักรยาน BMX เป็นจักรยานที่ได้รับความนิยม มาอย่างยาวนาน และการพัฒนาของจักรยานประเถทนี้ ก็ไม่ได้น้อยหน้ากว่า จักรยาน ประเภทอื่นเลยครับ

จักรยาน ไทม์ไทรอัล

จักรยาน ประเภท ไทม์ไทรอัล หรือที่ใครหลายคน เรียกว่าจรวจทางเรียบ นั่นแหละครับ

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

ความต้องการสารอาหารของแต่ละคนใน 1 วัน

ตามที่ผมได้เกริ่นไว้ในบทความที่แล้วว่า จะเขียนบทความเกี่ยวกับ ความต้องการสารอาหารของแต่ละคนใน 1 วัน ผมได้นั่งคิดอยู่นานว่าจะเขียนยังไงให้เนื้อหาครอบคลุม ทุกคน, ทุกเพศ และทุกวัย เพราะแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการดำเนินชีวิตประจำวัน, อายุ และอื่นๆ อีกมากมาย จึงทำให้ความต้องการสารอาหารของแต่ละคนแตกต่างกันไปด้วย ตอนแรกผมว่าจะเขียนอธิบายแบบ ที่เขาเขียนกันเช่น หากคุณ น้ำหนักตัว 60 กิโลกรัมคุณต้องการสารอาหาร ชนิดที่1 - ?? กลัม, ชนิดที่2 - ?? กลัม แล้วให้สูตรไปคำนวน ซึ่งหากผมแนะนำไปแบบนี้ ผมคาดว่าจะต้องมีคนถามว่า "แล้วหากผมน้ำหนัก 65, สูง 170 เซนติเมตร ผมต้องได้รับสารอาหารประเภทต่างๆ ในปริมาณเท่าไหร่ใน 1 วัน?" ผมเลยตัดสินใจว่า น่าจะแนะนำเป็นเครื่องมือ ที่ใช้คำนวนเลยจะง่าย และครอบคลุมกว่า ซึ่งเครื่องมือคำนวนนี้ เป็นของเว็บไซต์ ต่างประเทศนะครับ ซึ่งคุณสามารถ คลิกที่ลิงค์ต่อไปนี้เพื่อไปที่เว็บ ดังกล่าวได้ครับ nutritiondata.self.com ซึ่งหากคุณไปแล้วคุณจะเจอหน้าเว็บเพจ เป็นภาษาอังกฤษ ไม่ต้องตกใจครับ ให้สังเกตุทางด้านขวา คุณเจอกรอบเพื่อกรอกข้อมูลดังภาพ

คำนวนค่าดัชนีมวลกาย
และเมื่อคุณกรอกข้อมูลเกี่ยวกับตัวคุณครบแล้วก็กดคำนวน รอซักแปบ จะมีผลการคำนวนออกมาดังภาพข้างล่างครับซึ่งข้อมูลที่ได้เป็นของตัวผมเองครับ

ผลจากการคำนวนดัชนีมวลกาย
ผมขออธิบายเฉพาะหัวข้อหลักๆ เลยแล้วกันนะครับเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา โดยดูจากเครื่องหมายที่ผมได้ทำเป็นตัวเลขไว้นะครับ

ผลการคำนวน ค่าดัชนีมวลกาย

  1. ค่า BMI คือ ค่าดัชนีมวลกาย ของเรานั่นเองครับ ว่าเราส่วนสูงขนาดนี้ควรมีน้ำหนักที่เหมาะสมเท่าไหร่ ของ ผมค่าที่คำนวนออกมาได้ เท่ากับ 28.4

  2. ค่า BMI ที่ เหมาะสม ต้องอยู่ระหว่าง 18.5 ถึง 24.9 ครับ ส่วนค่าของผมผลที่ได้มานั้น เท่ากับ 28.4 แสดงว่าผมมีไขมันส่วนเกินเยอะไปหน่อยหากเป็นคนปรกติที่ไม่เล่นกีฬาก็ควรลด น้ำหนักให้ได้ตามค่าที่กำหนดครับ

  3. ส่วนน้ำหนักที่เหมาะสมของคนที่มีส่วนสูง 178 เซนติเมตร คือ ระหว่าง 59 - 79 กิโลกลัม สำหรับผมนั้นน้ำหนัก 90 กิโลกลัม จะเห็นได้ว่ามันเกินมาตราฐานที่กำหนดไว้ ซึ้งผมไม่ได้มีความกังวลกับน้ำหนักดังกล่าวเลย ทำไม หรือครับหลายคนอาจจะงง เพราะว่าตอนนี้ผมกำลังอยู่ในช่วงเพิ่มน้ำหนักครับ เพราะโดยธรรมชาติแล้วผมจะเป็นคนผอม โดยน้ำหนักปรกติของผมจะอยู่ประมาน 55 - 58 กิโลกรัม ซึ่งช่วงหลังมานี้ผมเริ่มเข้าฟิตเนส ได้ประมาณ 5 เดือนแล้วครับ คือผมอยากจะลองเล่นกีฬาเพาะกายดูครับ ว่า คนอย่างผมอายุ 42 ปี จะสามารถมีกล้ามสวยๆ เหมือนนักเพาะกายได้หรือเปล่า ซึ่งผมว่ากีฬาประเภทนี้ใช้ทุนสูงพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน ซึ่งตอนนี้ผมทานอาหารวันละ 6 มื้อ เลยนะครับ เสื้อ และกางเกงบางตัวของผมเริ่มที่จะใส่ไม่ได้แล้วครับ ตามที่ผมได้บอกไว้ในบทความก่อนหน้านี้ผมจะทำน้ำหนักให้ได้ประมาณ 100 กว่าๆ แล้วผมถึงจะหยุดเพิ่มน้ำหนัก คงต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปีนับจากนี้ครับ

  4. ผลที่แสดงว่าวันหนึ่งผมต้องการพลังงานทั้งหมดเท่าไหร่ ซึ่งผลที่ได้คือ ผมต้องการพลังงานทั้งหมด 4,641.0 กิโลแคลอรี เป็นพลังงานที่ผมต้องใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน 3,803 กิโลแคลอรี และต้องใช้อีก 838 กิโลแคลอรี ในการออกกำลังกายในฟิตเนสครับ

  5. ส่วนนี้เป็นส่วนที่เขาบอกว่าในแต่ละวันเราควรได้รับสารอาหารต่างๆ ในปริมาณเท่าไหร่ ส่วนหากท่านได้อยากจะทราบว่าวิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ นั้นมาจากอาหารชนิดไดก็สามารถ คลิกที่ลิงค์ไปดูได้เลยครับ แต่เขาจะอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ หากท่านไดไม่สะดวก ในบทความต่อไปผมจะลงให้ครับว่า สารอาหารแต่ละชนิดมาจากแหล่งไดบ้างเป็นภาษาบ้านเราครับ จะได้ไม่ต้องแปลกัน เดี๋ยวผมจัดให้ครับ

  6. เขาแนะนำไว้ว่า พลังงานที่เราควรจะได้รับในแต่ละวันนั้น ควรเป็นพลังจากแหล่งใดบ้าง ซึ่งเขาได้แนะนำไว้ว่า พลังงานที่เราควรได้รับในแต่ละวันควรมาจาก คาร์โบไฮเดรต 45 - 65%, จากไขมัน 20 - 35% และจากโปรตีน 10 - 35%

ทั้งหมดที่ผมได้อธิบายมาข้างต้นก็คงพอทำให้หลายๆ คนมีความเข้าใจ และนำไปปรับให้เข้ากับการใช้ชีวิตของแต่ละคนได้นะครับ ซึ่งเราไม่ต้องเคร่งครัดว่า ทุกมื้อเราต้องได้สารอาหารครบทุกชนิด ก็ได้ครับ แค่ใน 1 วันเราทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ก็ถือว่าใช้ได้แล้วครับ แต่หากใครสามารถ ทำได้ทุกมื้อนี่ผมถือว่าสุดยอดมากครับ แล้วอีกอย่างหนึ่งครับ ผมอยากแนะนำให้ทุกคนหันมาออกกำลังกายกันเยอะๆ ครับ วันหนึ่งมันใช้เวลาไม่มากเลยครับ แค่ 30 นาที ซึ่งหลายคนยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับการออกกำลังกายอยู่มากครับ "ออกกำลังกายในที่นี้ไม่ได้หมายถึง การซักผ้า, กวาดบ้าน, ถูบ้าน หรือล้างรถนะครับ" ซึ่งที่กล่าวมานี้มันคือกิจวัตรประจำวันของคุณ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการออกกำลังกาย ผมถือว่าเป็นการใช้พลังงานเฉยๆ ซึ่งการออกกำลังกายที่เป็นการออกำลังกายจริงๆ เช่นการที่คุณไปวิ่ง อย่างต่อเนื่อง 30 นาที หรือไปปั่นจักรยาน 30 นาที โดยใน 30 นาทีนี้คุณต้องรู้สึกเหนื่อยปานกลาง ถึงเหนื่อยมาก นั่นแหละครับถึงจะเป็นการออกกำลังกาย ซึ่งผมคิดว่าหลายคนที่อ้างว่าไม่มีเวลา หรือเหนื่อยล้าจากการทำงานประจำ เพื่อหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายเพราะว่า เขาเหล่านั้นคงกลัวความรู้สึกที่ว่า "เหนื่อยปานกลาง ถึงเหนื่อยมาก" นี่แหละครับ และอย่ายึดติดกับคำพูดที่ว่า "แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย" เพราะมันยังไม่เพียงพอที่จะทำให้คุณมีสุขภาพที่ดี และแข็งแรงครับ


บทความอื่นๆ ที่น่าอ่าน การฝึกเวทเทรนนิ่ง สำหรับนักปั่นจักรยาน

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2556

การฝึกเวทเทรนนิ่ง สำหรับนักปั่นจักรยาน

ต้นขาที่แข็งแรงของนักปั่นจักรยานบทความนี้ผมเริ่มร่างไว้ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ต้องหาข้อมูลเยอะมาก และทดลองเองด้วยครับ แล้วค่อยมาเขียนอีกที ก็เรื่องการเล่นเวทเทรนนิ่ง สำหรับ นักปั่นจักรยาน นั่นแหละครับ เพื่อนๆ พี่ๆ หลายคนอาจจะเคยเห็นนักปั่นจักรยานระดับโลกหลายคน มีต้นขาที่ใหญ่ และแข็งแรงมาก บางท่านอาจจะคิดว่าพวกเขาเหล่านั้นต้องฝึกปั่นจักรยานอย่างหนักกว่าจะได้ต้นขา ที่ใหญ่ขนาดนั้นได้ แต่ไม่ใช่เลยครับการปั่นจักรยานมันไม่ได้ทำให้ขาใหญ่ขึ้นเลย เพราะการปั่นจักรยานนั้น จัดอยู่ในการออกกำลังกายแบบ คาร์ดิโอ (Cardio) ซึ่งกล้ามเนื้อของเราจะทำงานไม่หนัก แต่จะทำงานเป็นเวลานานๆ ซึ่งนักปั่นจักรยานส่วนใหญ่ เวลาออกไปฝึกซ้อมแต่ละครั้ง ก็จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงขึ้นไป ด้วยรอบขาที่ 80 - 100 รอบ/นาที ด้วยรอบขาดังกล่าวนั้น นักปั่นจักรยานส่วนใหญ่จะใช้อัตราทดเกียร์ที่ไม่หนักจนเกินไป เพื่อที่จะให้ตนเองปั่นให้ครบตามระยะทางที่กำหนดไว้ ยิ่งถ้าคุณใช้อัตราทดเกียร์ที่หนักมากๆ เช่น 53/11 หรือ 53/10 คุณจะไม่สามารถทำรอบขาที่ 90 - 100 รอบต่อนาทีได้เป็นเวลานานๆ สาเหตุเพราะกล้ามเนื้อของคุณนั้นยังแข็งแรงไม่พอที่จะรับอัตราทดดังกล่าวได้ แต่หากเป็นนักปั่นระดับอาชีพบางคน แล้วอัตราทดดังกล่าวอาจจะเบาไปเสียด้วย สำหรับเขาเหล่านั้น

กล้ามเนื้อที่แข็งแรงของนักปั่นจักรยานประเภทลู่แล้วเราจะทำยังไงให้มีขาที่แข็งแรงพอที่จะ ใช้ปั่นจักรยานในอัตราทดที่หนักหน่วงได้เป็นเวลานานๆ ทางออกคือคุณต้องรู้จัก ใช้การฝึกเวทเทรนนิ่งเสริมเข้าไปครับ ยิ่งถ้าหากคุณจะเอาดีทางด้าน การแข่งขันระยะสั้น หรืออยากจะเป็นตัวสปริ้นที่เก่งกาจแล้วละก็ การฝึกเวทเทรนนิ่งยิ่งสำคัญมากสำหรับคุณ

สำหรับการฝึกเวทเทรนนิ่งนั้นจะว่ายากมันก็ไม่ยากครับ แต่ที่สำคัญท่าทางต้องถูกต้อง และไม่โกงตัวเองครับ สำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่เคยฝึกเวทเทรนนิ่งมาก่อน ผมขอเตือนเลยนะครับ ว่าอย่าบ้าพลัง เช่นไปฟิตเนส วันแรก เล่นมันทุกท่า ท่าละ 5 เซ็ท พอวันรุ่งขึ้น ทรุดลุกไม่ขึ้นครับคือไม่สบายนั่นเอง ผมเคยเจอน้องๆ และพี่ๆหลายคนในฟิตเนส ที่พึ่งมาฝึกเวทเทรนนิ่งเป็นครั้งแรก ยังไม่ทราบว่าต้องฝึกยังไง จึงถามเพื่อนข้างที่เล่นด้วยข้างๆกันว่า "ผมมาเล่นครั้งแรก ช่วยแนะนำหน่อยครับว่าผมต้องเล่นท่าไหนยังไงบ้าง คำตอบที่น้องเขาได้ไปก็คือ เล่นไปเลยท่าละ 6 เซ็ท - เซ็ทละ 12 ครั้ง หากพรุ่งนี้รู้สึกเจ็บๆ ก็มาเล่นซ้ำอีกให้มันหายเจ็บ พอดีผมนั่งอยู่ไม่ไกลเท่าไหล่ พอได้ยินคำตอบ ผมเลยคิดในใจว่า ซวยแล้วน้องถามผิดคนเสียแล้ว และต่อมาผมก็ไม่เห็นน้องคนที่ตั้งคำถามมาเล่นฟิตเนสอีกเลย ผมคิดว่าเขาคงเข็ดไปอีกนานละครับ" ผมว่าในปัจจุบันความคิดแบบนี้น่าจะหมดไปได้แล้วนะครับยิ่งเป็นยุคที่เรา สามารถหาความรู้ได้อย่างมากมายทั้งจากหนังสือ ที่มีวางขายกันทั่วไป แล้วยังมีอินเตอร์เน็ต ซึ่งสามารถใช้หาความรู้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งเมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อนผมเคยสนใจเรื่องการเพาะกายอยู่เหมือนกันครับ เลยตัดสินใจซื้อหนังสือมาศึกษาดู และปฏิบัติตามที่หนังสือเขาแนะนำไว้ ก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจครับ ซึ่งสมัยก่อนที่ผมยังปั่นจักรยานแข่งขัน ตารางฝึกซ้อมจะมีแต่ ปั่นจักรยานอย่างหนักเลยครับ ฝึก 6 วันต่อสัปดาห์ พักแค่ 1 วัน สำหรับตอนนี้แล้วการฝึกแบบนี้ผมว่า ตัวเราจะมีพัฒนาการที่ช้ามาก เพราะฝึกหนักทุกวัน แต่มีวันพักแค่ 1 วัน ร่างกายน่าจะฟื้นตัวไม่ทัน ซึ่งในปัจจุบันการฝึกจึงหลากหลายขึ้น มีวันหนัก วันเบา และเวทเทรนนิ่ง ซึ่งจะเห็นได้ว่านักกีฬาจักรยาน ในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งกว่าสมัยก่อนมากครับ

แนวทางการฝึกเวทเทรนนิ่ง ขั้นพื้นฐาน

สำหรับการฝึกเวทเทรนนิ่งนั้นผู้ที่ไม่เคยฝึกมาก่อน ผมจะถือว่าเป็นผู้เริ่มต้นหมด ไม่ว่าคุณจะปั่นจักรยานมากี่ปีก็ตามหากคุณไม่เคยฝึกเวท จะถือว่าเป็นผู้เริ่มต้นหมดครับ และคุณควรปฏิบัติดังนี้ครับ
  •  ฝึกท่าหลักแค่ 1 ท่า ต่อกล้ามเนื้อ 1 ส่วน (คือกล้ามเนื้อแต่ละส่วน จะมีท่าฝึกหลักของมันอยู่ครับ เดี๋ยวผมจะลงรูปไว้ข้างล่างนะครับ)
  • โดยแต่ละท่าให้ฝึกแค่ 1 เซ็ท, เซ็ทละ 15 - 20 ครั้ง สำหรับร่างกายส่วนบน (หน้าอก, ไหล่, แขนด้านหลัง, หลัง, ต้นแขนด้านหน้า, ปลายแขน, ท้อง) วิธีเลือกน้ำหนักที่เหมาะสมสำหรับการยกคือ ใช้น้ำหนักที่เราสามารถยกได้แค่ 15 - 20 ครั้ง โดยครั้งที่ 19 หรือ 20 เราจะรู้สึกฝืน หรือล้าที่สุด จนไม่สามารถจะยกครั้งที่ 21 ได้ นั่นแหละครับคือน้ำหนักที่เหมาะสม (ส่วนท้องก็ Sit Up ธรรมดา ไม่ต้องอุ้มแผ่นเวทครับ)
  • สำหรับร่างกายส่วนล่าง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญสำหรับนักปั่นจักรยาน ก็ให้ฝึกแค่ 1 เซ็ท, เซ็ทละ 7 - 10 ครั้ง (ต้นขา, ต้นขาด้านหลัง, น่อง) ส่วนการเลือกน้ำหนักที่เหมาะสมก็ใช้หลักการเช่นเดียวกันกับที่ผมแนะนำ ไว้ในหัวข้อที่แล้วครับ
  • โดยใน 1 สัปดาห์ ควรฝึกเวทเทรนนิ่ง 2 - 3 วัน โดยในวันที่มีการฝึกให้คุณฝึกให้ครบทุกส่วนของร่างกาย หรือภาษานักเพาะกายเขาจะเรียกว่า "เล่นทั่วร่าง" โดยต้องเริ่มจากกล้ามเนื้อมัดใหญ่ก่อนเสมอ กล้ามเนื้อมัดใหญ่คือ กล้ามเนื้ออก, กล้ามเนื้อหลัง และ กล้ามเนื้อต้นขา โดยทั่วไปผมจะเรียงลำดับการฝึกดังนี้ครับ = อก » ไหล่ » แขนหลัง » หลัง » แขนหน้า » ปลายแขน » ต้นขาด้านหน้า » ต้นขาด้านหลัง » น่อง » ท้อง โดยในแต่ละเซ็ท ให้คุณพัก 90 วินาที สำหรับกล้ามเนื้อกลุ่มใหญ่ และ 60 วินาทีสำหรับกล้ามเนื้อกลุ่มเล็ก
  • เมื่อคุณฝึกจนครบ 1 เดือน ทีนี้คุณก็สามารถเพิ่มจากท่าละ 1 เซ็ท เป็นท่าละ 2 เซ็ทได้แล้วครับ และเดือนที่ 3 และ 4 ก็เพิ่มเข้าไปเดือนละ 1 เซ็ท ให้ค่อยๆฝึกไปครับ อย่าใจร้อน ผมไม่แนะนำให้ข้ามขั้นตอนไปฝึกหลายท่าต่อกล้ามเนื้อ 1 ส่วน เมื่อคุณฝึกต่อไปจนครบ 4 เดือนคุณก็สามารถเพิ่มท่าฝึกเข้าไปอีก 1 ท่าต่อกล้ามเนื้อ 1 ส่วน แต่ที่สำคัญคุณอย่าลืมว่าคุณคือนักปั่นจักรยาน ไม่ใช่นักเพาะกาย เมื่อคุณเห็นนักกีฬาเพาะกายเล่นท่าแปลกๆ และหนักๆ คุณอย่าเผลอไปยกหนักตามเขานะครับเดี๋ยวจะบาดเจ็บได้ครับ
  • ในการฝึกเวทเทรนนิ่งแต่ละครั้งนั้นระยะเวลาที่ได้ผลดีที่สุดคือ ควรใช้เวลาอย่างน้อย 45 นาที และห้ามเกิน 90 นาที

หมายเหตุ หลายคนอาจสงสัยว่ากล้ามเนื้อส่วนบน ทำไมต้องฝึกในจำนวนครั้งต่อ 1 เซ็ทเยอะๆ จุดมุ่งหมายคือ ทำให้แข็งแรงแต่ไม่ต้องการให้กล้ามเนื้อใหญ่มาก ซึ่งนักปั่นจักรยาน ทางไกลจะใช้กล้ามเนื้อส่วนบนน้อยกว่า ส่วนล่าง แต่หากเป็นนักปั่นจักรยาน ระยะสั้นหรือ ตัวสปริ้นอันนี้ต้องเล่นให้ใหญ่ทั้งตัวครับ หลายคนคงเคยสังเกตุเห็น นักปั่นจักรยานระยะสั้นของต่างประเทศส่วนใหญ่ ตัวของเขาเหล่านั้นจะเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ไม่ต่างอะไรกับนักกีฬาเพาะกายเลย บางคนที่ผมเคยเห็นตัวใหญ่กว่านักเพาะกายก็มีครับ เพาะหากร่างกายเราเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่ใหญ่และแข็งแรง จะส่งผลให้การออกตัว และเร่งความเร็วเป็นไปอย่างฉับไวขึ้นนั้นเองครับ

ท่าพื้นฐานในการฝึกเวทเทรนนิ่ง


ท่าฝึกกล้ามเนื้ออก
ท่าฝึกกล้ามเนื้ออก (bench press)

ท่าฝึกกล้ามเนื้อไหล่
ท่าฝึกกล้ามเนื้อไหล่ (barbell shoulder press)

ท่าฝึกแขนหลัง
ท่าฝึกแขนหลัง (skull crushers ez bar)

ท่าฝึกกล้ามเนื้อหลัง
ท่าฝึกกล้ามเนื้อหลัง (barbell row)
ข้อควรระวัง ท่าฝึกหลัง  barbell row เป็นท่าที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างมาก ควรเริ่มด้วยน้ำหนัก น้อยๆ หรือจะใช้คานเปล่าๆ ไม่ต้องใส่แผ่นน้ำหนัก ลองดูก่อนครับ

ท่าฝึกกล้ามเนื้อแขนด้านหน้า
ท่าฝึกกล้ามเนื้อแขนด้านหน้า (barbell curls)

ท่าฝึกกล้ามเนื้อปลายแขน
ท่าฝึกกล้ามเนื้อปลายแขน (barbell reverse wrist curls)

ท่าฝึกกล้ามเนื้อต้นขา
ท่าฝึกกล้ามเนื้อต้นขา (squats)

ท่าฝึกกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง
ท่าฝึกกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (lying leg curl)

ท่าฝึกกล้ามเนื้อน่อง
ท่าฝึกกล้ามเนื้อน่อง (standing calf raises)

ท่าฝึกกล้ามท้อง
ท่าฝึกกล้ามท้อง (sit up)
เมื่อคุณฝึกปั่นจักรยาน และเวทเทรนนิ่งอย่างเข้มข้นแล้ว เรื่องอาหารการกินก็เป็นเรื่องสำคัญครับ ควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหากคุณต้องการที่จะเพิ่มมวลกล้ามเนื้อของคุณเป็นพิเศษแล้วละก็คุณต้องกิน โปรตีนให้เยอะกว่าปรกติด้วยครับ แบบคนปรกติทั่วไปใน 1 วันร่างกายต้องการโปรตีน 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แต่ถ้าหากคุณต้องการเพิ่มมวลของกล้ามเนื้อ ในช่วงที่คุณฝึกเวทเทรนนิ่ง แล้วละก็คุณยิ่งต้องการโปรตีนมากกว่าคนปรกติ ครับ จัดไปเลยครับ 2 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซึ่งรายละเอียดว่าเราต้องทานโปรตีนจากแหล่งไหนบ้าง แล้วต้องทานเท่าไหล่ต่อ 1 มื้อ ผมขอยกไปไว้ในบทความต่อไปนะครับ เพราะบทความนี้รู้สึกมันจะยาวมากแล้ว เดี๋ยวเพื่อนๆ พี่ๆ จะหลับกันเสียก่อน ท้ายนี้ก็ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาให้กำลังใจ และมาอ่านบล็อกของผมครับ


บทความอื่นที่น่าสนใจ วิธีเลือกซื้อจักรยานทัวร์ริ่ง

วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555

วิธีเลือกซื้อจักรยานทัวร์ริ่ง

จักรยานทัวร์ริ่งหากจะเลือกซื้อต้องถามตัวเองก่อนว่า เราจะนำไปใช้ในรูปแบบใด หากเราจะนำไปใช้ในการขี่ท่องเที่ยวจริงๆ เช่นใช้เดินทางท่องเที่ยวเหมือนฟรั่งที่เขาปั่นจักรยานกันแบบข้ามประเทศ หรือหากเป็นเราๆ ท่านๆ อาจจะแค่เดินทางท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาว ระยะทางอาจจะไม่ไกลมากอาจจะแค่ขี่ข้ามอำเภอ หรือข้ามจังหวัดไปหาที่ตั้งแคมป์เพื่อสัมผัสธรรมชาติอะไรทำนองนี้

จักรยานทัวร์ริ่งแท้

สิ่งที่ควรนำมาประกอบการตัดสินใจในการเลือกซื้อจักรยานทัวร์ริ่งมีดังนี้ครับ

    ขี่จักรยานทัวร์ริ่งเที่ยว
    ตะเกียบจักรยานท่องเที่ยว
  1. งบประมาณในการเลือกซื้อจักรยาน ซึ่งมันเป็นตัวกำหนดเลยครับว่าเราจะได้รถตามแบบที่เราต้องการหรือเปล่า เช่น ถ้าเราต้องการจักรยานทัวร์ริ่ง ยี่ห้อดังๆ อะไหล่ระดับ Shimano Dura Ace แต่เรามีงบ 20,000 บาท อันนี้คงเป็นไปไม่ได้แน่นอนครับ แต่เดี๋ยวก่อน!! ใช่ว่าหากคุณมีงบประมาณตามนี้แล้วคุณจะหารถดีๆ มาขี่ไม่ได้นะครับ รถดีๆ แต่ราคาไม่แพงก็มีครับอยู่ที่เราจะเลือกเป็นหรือเปล่าครับ

  2. จักรยานประเภทนี้ต้องขี่สบายไม่ปวดเมื่อยง่ายๆ เพราะเราต้องใช้เวลาอยู่บน จักรยานนานมากๆ ครับ ไม่มีจักรยานคันไหน ที่จะมี Size พอดีกับเราเปะหลอกครับ คือเราต้องปรับตัวเข้ากับจักรยานให้ได้ครับ แต่จักรยานที่ดี ควรทำให้ผู้ขี่มีการปรับตัวให้เข้ากับจักรยานน้อยที่สุดครับ เช่น ปรับแฮนด์, ปรับ Stem หรือ อาจจะปรับเบาะนั่งแค่นิดหน่อย ก็ขี่สบายแล้วครับ

  3. จักรยานทัวร์ริ่งยี่ห้อ bruc gordon
    จักรยานประเภทนี้ต้องเป็นจักรยานที่ทำให้เราเสียพลังงานน้อยที่สุดใน การกดบรรไดจักรยานแต่ละครั้ง เพราะเราต้องขี่มันเป็นระยะทางไกลๆ หลายร้อยกิโลเมตรดังนั้นจักรยานประเภทนี้ต้องมีความลื่นไหล ของอุปกรณ์ต่างๆ เช่นดุมล้อ, โซ่ และกระโหลกจานเป็นต้น แต่ไม่จำเป็นต้องหาอะไหล่ที่ราคาแพงมากๆ มาใส่ก็ได้ครับอะไหล่ราคาปานกลางก็ไหลลื่นได้ครับหากเลือกซื้อเป็น ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ครับ เมื่อก่อนผมประกอบจักรยานเสือหมอบคันแรกของผม กระโหลกจักรยานผมต้องเรียงเม็ดลูกปืนเอง แต่ยอมรับเลยครับว่ามันลื่นมากๆ ผมว่ามันลื่นกว่าแบบแบริ่งอีกนะครับแถมทน และบำรุงรักษาง่ายกว่าอีกด้วย ดุมล้อก็เช่นกันครับ อีกประการหนึ่งหากต้องการความสบายในการจับแฮนด์ก็ควรหาที่รองผ้าพันแฮนด์มารองก่อนพัน ผ้าพันแฮนด์ สรุปคือ เอาแบบเราขี่แล้วสบายที่สุดครับ

  4. ในส่วนของเฟรมจักรยานทัวร์ริ่ง โดยส่วนตัวแล้วผมชอบแบบโครโมลี่ (ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างเหล็กและโมลิบดีนั่ม) ครับเพราะขี่ได้นุ่มนวลกว่า แต่มันจะออกตัวช้าบ้างก็ไม่เป็นไรครับ แต่เมื่อทำความเร็วได้คงที่แล้ว ผู้ขี่จะออกแรงในการปั่นน้อยกว่า เฟรมแบบอลูมิเนียมครับ ซึ่งตรงกับจุดประสงค์ของเรา คือปั่นระยะทางไกลๆ แต่ใช้แรงอย่างประหยัดครับ แต่ข้อเสียของเฟรมแบบโครโมลี่ก็มีนะครับ เช่นดูแลยากเพราะมันขึ้นสนิมได้ครับ และอีกอย่างครับ เวลาขึ้นเนินเขาเราต้องออกแรงเยอะกว่าเฟรมแบบอลูมิเนียมครับ แต่โดยรวมในความคิดของผมก็ยังชอบเฟรมแบบโครโมลี่ มากกว่าอลูมิเนียมครับ แต่ยังไงแล้วก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่จะซื้อด้วยครับ ว่าชอบแบบไหน ชอบขี่ทางเรียบเยอะๆ ก็โครโมลี่ แต่หากชอบทางที่เป็นเนินเขาเยอะๆ ก็เลือกอลูมิเนียมครับ

  5. ในส่วนของแร็คและบังโคลน ผมถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับจักรยานทัวร์ริ่งครับ เจ้าแร็คนี้จะช่วยให้เราบรรทุกของที่จำเป็นในการเดินทาง และอุปกรณ์จำเป็นอื่นๆ ในการดำรงชีวิต เช่นถุงนอน หรือเต้น ส่วนบังโคลนประโยชน์ของมันคือเวลาเราปั่นไปเจอทางเปียก หรือฝนตกมันจะกันสิ่งสกปรกดีดขึ้นมาใส่เสื้อผ้าเราได้ และยังทำให้รถของเราไม่สกปรกมากเวลาเจอทางที่เป็นโคลนเยอะๆ ครับ
    แร็คหลังจักรยานทัวร์ริ่ง

    กันโคลนจักรยาน

  6. แฮนด์จักรยานทัวร์ริ่ง ที่ผมเห็นส่วนใหญ่จะมีสองแบบ คือแบบตรงคล้ายๆ ของจักรยานเสือภูเขา และแบบ Drop ก็แบบเสือหมอบครับ หากคุณจะใช้เพื่อการเดินทางท่องเที่ยวจริงๆ ผมแนะนำ แบบ Drop ครับเพราะเราสามารถเปลี่ยนการจับแฮนด์ได้หลายแบบ เช่น จับบน, จับล่าง, จับข้าง หรือ จะจับตรงส่วนเบรค มันจะช่วยลดอาการเมื่อยล้าได้เป็นอย่างดีครับ
    Stem สำหรับจักรยานทัวร์ริ่ง

  7. ทางด้านล้อจักรยานประเภทนี้ที่นิยนกันก็จะมี 2 Size ครับคือ ขนาด 26 นิ้ว และ ขนาด 700c ซึ่งขนาด 26 นิ้วเวลาเราขี่จะมีความนิ่ง และไม่วอกแวก เพราะวงล้อมันเล็กกว่าขนาด 700c ครับ

  8. เฟืองหลังจักรยาน
    ในส่วนของ ระบบเกียร์จักรยาน ในปัจจุบันจำนวนเกียร์ในรถจักรยานจะเยอะมากครับ จากเมื่อก่อนตอนผมปั่นจักรยานใหม่ๆ รถผมมีแค่ 12 Speed เองครับ คือจานหน้า 2 ใบ เฟืองหลังแค่ 6 ใบ เรื่องความทนทานไม่ต้องพูดถึงครับ เพราะโซ่จักรยานเสือหมอบตอนนั้น ใหญ่พอๆ กับโซ่จักรยาน BMX  เลยละครับ ปัญหาโซ่ขาดหรือหมดสภาพเร็ว แทบจะไม่เจอเลยครับ แต่ในปัจจุบัน เฟืองหลังของผมใช้อยู่ 10 ใบผมยังใช้ไม่ครบเลยครับ รุ่นใหม่ๆ ยังจะออกมา 11 ใบอีก ผมบอกเลยครับ ไม่ได้กินเงินผมหลอกครับ ผมว่ามันไร้สาระครับ อีกทั้งความทนทานก็แย่ ปรับแต่งเกียร์ก็ยาก ผมว่าปัญหามันมากกว่าประโยชน์ครับ ในความคิดของผมไม่คุ้มครับหากใครที่หลวมตัวซื้อมาใช้แล้วจะรู้ครับ ในความคิดของผมนะครับ เฟืองหลัง 7 ใบกำลังดีครับ เพราะขนาดโซ่ที่ใช้จะไม่เล็กมากครับ ซึ่งมันจะทนทานกว่าหากเรานำมาใส่กับจักรยานประเภททัวร์ริ่ง

จักรยานทัวร์ริ่ง ของ TREK
ซึ่งจากการที่ผมได้ไปหาข้อมูลทางด้านราคาของจักรยานประเภทนี้มาแล้วนั้น ส่วนใหญ่ร้านจำหน่ายจักรยานในบ้านเราจะไม่ค่อยสต็อคสินค้าใว้ครับ อาจจะด้วยเหตุที่ว่าจักรยานทัวร์ริ่งในบ้านเรายังไม่ค่อยเป็นที่นิยมกันมาก เหมือนเมืองนอก หากมีสต็อคไว้ก็จะไม่มากแค่ 1 - 2 คันหากเราไปหาซื้ออาจจะไม่ได้ตาม Size ที่เราต้องการ ในบ้านเรายี่ห้อดังๆ ราคาก็จะตกอยู่ประมาณ 40,000 บาท ขึ้นไปครับ ยกตัวอย่างเช่น TREK 520 2011 ราคาอยู่ที่ประมาณ 49,000 บาท หากใครที่พอมีกำลังซื้อก็จัดไปครับ แต่หากเป็นผม ผมจะซื้อแบบ ไม่คำนึงถึงยี่ห้อครับ ขอให้คุณภาพดีก็พอครับ (สำหรับผู้ที่พอมีความรู้ในการเลือกอะไหล่ นะครับ) สำหรับรถที่ราคาไม่แพงมากก็เช่น ยี่ห้อ MASI ตัวถังเป็นโครโมลี่ ล้อ 700C ราคา 19,000 - 22,000 บาท หากมือสองจากญี่ปุ่นยี่ห้อไม่เคยได้ยินมาก่อนราคา ก็จะอยู่ประมาณ 6,000 - 10,000 บาท หากเกินนี้ผมคิดว่าซื้อใหม่ดีกว่าครับ ลองหาดูตามเว็บประกาศ ต่างๆ ดูครับ แต่ถ้าให้ผมแนะนำ ควรซื้อใหม่ดีกว่าครับหากจะเล่นมือสองควรเป็นคนที่มีความรู้ และศึกษามาพอสมควรมิเช่นนั้นอาจถูกหลอกได้ครับ เพราะเดี๋ยวนี้พวก มิจฉาชีพ หากกินตามบอร์ดประกาศเยอะมากครับ ทั้งหลอกให้โอนเงิน เอาสินค้าของคนอื่นมาโพสแล้วบอกว่าของเป็นของตัวเองแล้วเอาราคาถูกมาล่อใจ อะไรแบบนี้ครับ หากไม่มั่นใจอย่าโอนเงินเด็ดขาดครับ จักรยานไม่ใช่ราคาหลักร้อย ทางที่ดีไปซื้อที่ร้านที่เราไว้ใจได้เลยครับปลอดภัยสุดๆ ครับ

เสือภูเขาดัดแปลงเป็นจักรยานทัวร์ริ่ง
ผมแนะนำอีกอย่างนะครับ สำหรับผู้ที่ต้องการ จักรยานทัวร์ริ่ง หากจะนำมาใช้จริงๆ และออกทริปเป็นประจำ ควรดูอะไหล่ด้วยว่าสามารถซ่อมบำรุงได้ง่ายหรือเปล่า คือสามารถถอดออกมาซ่อมบำรุงโดยที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือ พิเศษ พิสดาร อะไรมากมาย ครับ แค่เครื่องมือซ่อมบำรุงพื่นฐานก็ซ่อมได้ยิ่งดีครับ เหตุผลเพราะเวลาเราออกทริปไกลๆ เช่น กรุงเทพ - เชียงใหม่ คงไม่มีใครอยากแบกเครื่องมือซ่อมบำรุงจักรยานชุดใหญ่ไปนะครับ เพราะหากปั่นทางเรียบก็ไม่เท่าไหร่หลอกครับ แต่หากไปถึงเส้นทาง ระหว่าง เถิน ถึงเชียงใหม่แล้วคุณแทบอยากจะทิ้งสัมภาระ ที่บรรทุกมาหมดเลยครับ เพราะจะมีทางขึ้นเขาเยอะมากครับ

สิ่งที่ผมได้เขียนบรรยายมาข้างบนนั้นก็เพื่อประกอบการตัดสินใจสำหรับใครที่ กำลังมองหาจักรยานทัวร์ริ่ง สักคันแต่ประเด็นหลักแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเราด้วยว่าต้องการจะนำไปใช้ใน การเดินทางไกลจริงๆ หรือเปล่าหากต้องการแค่ ใช้ปั่นเล่นเฉยๆ อันนี้ไม่ต้องลงรายละเอียดมากนักครับ หากเรามีตังก็ซื้อมาใช้ได้เลยครับ แต่หากเราจะนำไปใช้เพื่อเดินทางท่องเที่ยวจริงๆ อันนี้ต้องละเอียดในการเลือกซื้อหน่อยก็ดีครับ ขอบคุณครับ

วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555

วิธีพันแฮนด์ จักรยานเสือหมอบ

เหตุที่ผมต้องมานำเสนอวิธีการพันแฮนด์ รถจักรยานเสือหมอบ ในวันนี้ก็เพราะว่า เมื่อประมาณอาทิตย์ก่อน ผมออกไปปั่นจักรยานตามปรกติครับ แต่ยังไปไม่ถึงไหนเลยก็ล้มเสียแล้วครับ ห่างจากบ้านผมแค่ 15 เมตรเองครับ สาเหตุก็มีอยู่ว่ามีคนจอดรถคุยกันอยู่กลางซอย เลยครับ แบบเต็มถนนเลยหละครับ ผมเลยหลบเข้าข้างทาง เผอิญข้างทางดินมันนุ่ม ผมปลดเท้าออกไม่ทันครับ เลยล้มแบบไม่เป็นท้าเลย ก็ไม่เป็นอะไรมากครับ ข้อเท้าซ้ายเคล็ด, น่องขวาโดนใบจานหน้าบาด เพราะหนักกว่านี้ผมเจอมาแล้วครับ ผมเลยกลับมาบ้านเพื่อตรวจดูสภาพรถ จักรยาน ของผม ดูแล้วไม่มีอะไรเสียหายมาก แค่ผ้าพันแฮนด์ฉีก และ แบะนัง ถลอกนิดหน่อยครับ แต่วันนั้นผมก็ยังออกไปปั่นอยู่นะครับ แต่ก็เป็นวันที่ถือว่าโชคไม่ดีเอาเสียเลย ระหว่างทางที่ผมปั่น ผมมีเหตุให้ต้องแซงรถยนต์ที่กำลังจะจอด เลยไปชนกับกรวย สีส้มๆ ที่ตำรวจจราจร เขาวางไว้กลางถนนอีก จนกรวยกระเด็น ไปเลยครับ โชคยังดีที่ผมไม่ล้มครับ แต่ก็ใจหายเหมือนกัน สรุปวันนี้ที่ผมออกไปปั่นจักรยาน เจอแต่เรื่องไม่ดี คงอาจเป็นเพราะผมเป็นคนที่ค่อนข้าง ใจร้อนครับเวลาขี่รถ หรือขับรถ โดยเฉพาะหากเจอคนที่ไม่ค่อยมีมารยาท ในการใช้ถนน ผมจะรู้สึกฉุนครับ แต่ก็พยายามสงบสติ และอารมณ์ เอาไว้ครับเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมา ครับ ถือว่าฟาดเคราะห์ ไปแล้วกัน

หลังจากที่ผมกลับมาจากปั่นจักรยาน ผมก็ตรวจสภาพจักรยานอีกทีพบว่า มีแค่ 2 จุดครับที่ผมต้องซ่อม คือ 1. ผ้าพันแฮนด์ 2. เบาะ ผมเลยตัดสินใจเปลี่ยนผ้าพันแฮนด์จักรยานก่อน โดยร้านจักรยานที่ผมนึกอยู่ใจ มี 2 ร้านครับ ร้านแรกที่ผมเข้าไปถาม (ผมนึกในใจเองว่าร้านนี้ต้องแพงแน่เลย เพราะเขาแต่งร้านค่อนข้างดูดี คือหรูหน่อยครับ) เขาติดราคา 250 บาท ส่วนอีกร้าน เป็นร้านที่เมื่อก่อนผมซื้ออะไหล่เป็นประจำครับ สินค้ามีให้เลือกเยอะครับ พอผมถามพี่เขาบอกว่า 380 บาท ก็ยี่ห้อเดียวกับร้านแรกนั่นหละครับ แต่ราคาห่างกันตั้ง 130 บาท ผมเลยบอกว่า ขอบคุณครับ แล้วเดินออกมา พร้อมกับนึกในใจว่า (ถ้าผมซื้อที่นี่ผมก็บ้าแล้วครับ) ผมเลยกลับไปซื้อที่ร้านแรกครับ โดยผมไม่ต่อราคาเลยครับ แต่หากผมต่อพี่เขาคงลดให้อีก 10 บาทแน่ๆ โดยส่วนตัวหากผมซื้อของที่ราคาไม่แพงผมจะไม่ต่อราคาครับ เพราะผมเคยไปซื้อของตามตลาดสด ยกตัวอย่างเช่น ผักบุ้งมัดละ 5 บาท ผมเคยเห็นมีคนต่อ 4 บาทได้หรือเปล่า เรื่องนี้มันมีอยู่จริงครับ และผมว่าเดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ ผมว่าบาทสองบาทก็ให้แม่ค้าไปเถอะครับ โอ้วเพ้อซะยาวเลยครับ งั้นกลับมาเข้าเรื่องกันดีกว่าครับ โดยผ้าพันแฮนด์ที่ผมซื้อมาก็ถือว่าใช้ได้ครับ ผลิตที่ ไต้หวัน ตอนแรกผมหาซื้อสีดำ เผอิญสีดำหมดผมเลยตัดสินใจซื้อสีขาวมาครับ โดยผมจะพันแค่ข้างเดียวครับคือข้างที่มันฉีกนั่นแหละครับ โดยจะปล่อยข้างขวาให้เป็นสีดำเช่นเดิมครับ เพราะผมคิดว่ามันแปลกดีผมชอบครับ งั้นเรามาดูวิธีกันเลยครับ

รูปแสดงวิธีการพันแฮนด์รถจักรยาน


แฮนด์จักรยาน
สังเกตุจากรูปจะเห็นได้ว่าผมได้ลอกผ้าพันแฮนด์ จักรยานอันเก่าที่ชำรุด ออกไปแล้วนะครับ ที่เห็นเป็นสีขาวๆ สามจุดนั่นคือ สก็อตเทป พันไว้เพื่อยึดสายเบรค และสายเกียร์ ให้แนบกับแฮนจักรยานครับ เวลาเราพันแฮนด์จักรยาน จะทำให้สามารถพันได้ง่ายขึ้นครับ

เทปพันแฮนด์จักรยาน
จากนั้นเราก็ตัดผ้าพันแฮนด์ออกมาประมาน 3 นิ้วครับส่วนนี้เราจะเอาไปแปะที่ข้างหลังมือเบรคเพื่อซ่อนไม่ให้เห็นสีของแฮนด์จักรยานเวลาเราพันเสร็จครับ ช่วยในเรื่องความสวยงาม และยังช่วยให้เราไม่ต้องพันในจุดนั้นหลายรอบ อีกทั้งยังลดความเสี่ยงจากการที่ผ้าพันแฮนด์ยาวไม่พอที่จะพันแฮนด์ครับ ผมคิดว่ามือใหม่ที่เคยพันแฮนด์จักรยานด้วยตัวเองคงเคยเจอกับปัญหานี้มาแล้วครับ

แปะหลังมือเบรคจักรยาน
 จากขั้นตอนข้างบนอาจมีคนสงสัยว่าแปะไว้ตรงไหนผมได้ถ่ายภาพตำแหน่งที่เราจะนำไปแปะไว้ด้วยครับ ตรงจุดนี้เลยครับ เพื่อปกปิดสีของแฮนด์เรา เวลาพันแฮนด์จักรยานเสร็จ

เริ่มพันแฮนด์จักรยาน
แล้วก็มาถึงจุดที่เราจะต้องเริ่มต้นพันแฮนด์จักรยานกันแล้วครับ ต้องเริ่มพันจากปลายของแฮนด์ขึ้นมานะครับ สาเหตุที่ต้องทำแบบนี้ก็เพราะว่า มันจะช่วยลดการสะสมของสิ่งสกปรก ที่จะเข้าไปสะสมระหว่างร่องทับซ้อนของผ้าพันแฮนด์ครับ ใช้หลักการเดียวกับการมุงหลังคาบ้านนั่นแหละครับ เวลาฝนตกน้ำจะไม่รั่วเข้าบ้านครับ ตรงกันข้ามหากเราพันจากข้างบนลงมา มันจะทำให้สิ่งสกปรกต่างๆ และเหงื่อ ใหลเข้าไปสะสม ซึ่งตรงจุดนี้ทำให้การทำความสะอาดเป็นไปได้ยากครับ โดยส่วนใหญ่ จักรยาน ที่วางจำหน่ายทั่วไปจะมีการพันแบบ ล่างขึ้นบนหมดครับ

ระหว่างพันแฮนด์จักรยาน
จากรูปจะเห็นได้ว่าเราต้องพันเทป ดังกล่าว สังเกตุดีๆ จะมีแถบกาวอยู่ตรงกลาง โดยในการพันควรกะระยะให้แถบกาวสัมผัสกับตัวแฮนด์ใว้ครับ มันจะดูสวยงาม และทนด้วยครับ ไม่ใหลลื่นง่ายๆ โดยขณะที่เราพันควรดึงเทปพันให้ ตึงๆ หน่อยครับ เพราะตัวเทปพันสามารถยึดหยุ่นได้ครับ หากเราไม่ดึงเลยมันจะส่งผลให้เทปพันไม่พอ หรือพันไม่ถึงด้านบนครับ

พันแฮนด์จักรยานเสือหมอบ
พอเราพันมาจนถึงจุดนี้นะครับ สังเกตุดี ตรงจุดนี้สำคัญมากครับ ให้ดึงขึ้นมาตามรูปเลยครับ หากเราดึงขึ้นอีกฟากของแฮนด์ ตอนจบปลายเทปพันมันจะหันมาทางผู้ขี่ซึ่งไม่ถูกต้องครับ

การใช้เทปพันแฮนด์จักรยาน
ดังนั้นหากเราพันถูกต้องตอนจบมันต้องเป็นแบบนี้ครับ ตัวปลายของเทปจะหันออกไปข้างหน้า เราก็รวบลงไป แล้วใช้เทป หรือสติกเกอร์ ที่เขาแถมมาให้พันทับลงไปเพื่อกันไม่ให้เทปพันแฮนด์หลุดร่อนออกมาครับ

แฮนด์จักรยานเมื่อพันเสร็จแล้ว
นี่แหละครับภาพหลังจากที่ผมพันเสร็จแล้ว ข้างหนึ่งสีดำ ข้างหนึ่งสีขาว มันแปลกดีผมชอบครับ ซึ่งหลังจากที่ผมหายบาดเจ็บแล้ว ผมลองออกไปปั่นจักรยาน รู้สึกว่าผ้าพันแฮนด์ยี่ห้อนี้ใช้ได้เลยครับ ตอนแรกผมนึกว่าจะ ลื่นๆ ไม่กระชับมือ แต่ที่ไหนได้ นุ่มและหนืบดีครับ ดีกว่าสีดำด้านขาวเล็กน้อยครับ ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าของดีใช่ว่าจะแพงเสมอไปครับ ถูกและคุณภาพดี ก็มีเยอะแยะครับ ขึ้นอยู่ว่าเราจะเลือกมาใช้ให้เหมาะสมกับเงินในกระเป๋าหรือเปล่าครับ บทความนี้ก็ขอจบเพียงแค่นี้ครับ หากผิดพลาดประการใด ติชมได้ตามสบายครับ ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมครับ


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ: วิธีปะยางจักรยาน

วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วิธีปะยางจักรยาน

วันนี้ผมออกไปปั่นจักรยานเพื่อออกกำลังกายตามปรกติ พอปั่นไปได้ประมาณ 20 กว่ากิโลเมตร ผมสังเกตุ เห็นยางจักรยานด้านหลัง มันจะยวบๆ ผิดปรกติ ผมเลยจอดแล้วลองเอามือ ขวาบีบดู ก็รู้ทันทีว่า โดนแจ๊กพอตแล้วเรา เพราะมันน่วมเลย แต่ยังโชคดีที่รูมันไม่ค่อยใหญ่มาก แค่ซึมๆ ผมเลยรีบปั่นกลับบ้านทันที ตอนปั่นกลับก็สังเกตุไปด้วยว่ายางมันแบนกว่าเดิมมากหรือเปล่า ถ้าแบนมากผมถึงจะจอดแล้วเปลี่ยนยางใน แต่มันแค่ซึมเลยสามารถปั่นประคอง กลับถึงบ้านได้พอดีครับ นี่ขนาดว่าผมเป็นคนที่สังเกตุเส้นทางตอนปั่นดีแล้วนะครับยังพลาดได้ อย่างนี้คงต้องโทษพวกคนที่มักง่าย ชอบทิ้งขวดแก้วเปล่าตามข้างทาง ผมขอบ่นหน่อยนะครับ เวลาผมออกไปปั่นจักรยาน จะเจอบ่อยมากครับ พวกขวดเบียร์, ขวดเครื่องดื่มชูกำลังทั้งหลาย ไม่รู้ว่าเขาทิ้งลงมากันได้ยังไง ผมว่าพวกนี้บาปมากครับ ไม่คำนึงถึงตอนพระท่านออกบิณฑบาต ตอนเช้าๆ ท่านอาจโดนเศษแก้วเหล่านี้บาดเท้าเอาได้ครับ ผมไม่ชอบเลยครับพวกมักง่ายพวกนี้ บางทีปั่นจักรยานออกกำลังกายไป ก็เห็นเขาขว้างออกมากจากรถซะงั้น เห็นแล้วเพลียใจจริงๆ ครับพวกนี้

ไหนๆ ยางก็รั่วไปแล้วก็ต้องกลับมาปะกันละครับทีนี้ วันนี้ผมเลยจะมาแชร์ วิธีปะยางรถจักรยาน ให้เพื่อนๆ ได้ทำกันเองได้ครับ หลายคนอาจจะยังทำไม่เป็น ส่วนท่านที่ทำเป็นแล้วก็อ่านอีกได้ครับ เพราะวิธีของผมอาจจะไม่เหมือนใคร เพราะผมเป็นคนค่อนข้างละเอียด เวลาทำอะไรแล้วต้องทำให้ดีครับ เปรียบได้กับงานศิลปะ ที่ต้องทำให้เนียนครับ เพ้อไปนั่น!! งั้นเรามาดูกันเลยครับ ว่าทำกันยังไง

อุปกรณ์ในการปะยางจักรยาน


อุปกรณ์ในการปะยางจักรยาน

  1. อุปกรณ์สำหรับงัดยางออกมาจากขอบล้อ ที่เห็นเป็นสีขาว, น้ำเงิน และแดง นั่นแหละครับ โดยส่วนตัวผมจะไม่ใช้ที่มันโลหะครับเพราะว่า มันจะทำให้ขอบล้อของเราเป็นรอยได้ง่ายครับ ผมเลยเลือกที่เป็นพลาสติก
  2. กระดาษทรายใช้เบอร์ประมาน 180 กระดาษทราย เบอร์ยิ่งเยอะยิ่งหยาบครับ เช่น เบอร์ 1000 นี้ละเอียดมากครับ แต่มันใช้ปัดยางไม่ค่อยเข้าครับ ผมจะแนะนำให้ใช้ ระหว่าง เบอร์ 150 - 180 ครับผมคิดว่ากำลังดีเลยสำหรับยางรถจักรยาน ครับ
  3. กาวสำหรับปะยางครับ หลอดละ 5 บาท เดี๋ยวนี้ราคาอาจจะขึ้นแล้วครับ ผมว่าไม่น่าเกิน 10 บาทครับ หรืออาจจะซื้อเป็นกระป๋องก็ได้ครับ ยี่ห้อ KKK หากใครจะรับจ๊อบหารายได้พิเศษด้วยการบริการรับปะยาง ผมแซวเล่นนะครับ
  4. ยางสำหรับปะแบบสำเร็จรูปครับ อันละ 1 - 2 บาท แล้วแต่ร้านที่เราไปซื้อครับเขาขายราคาไม่เท่ากันครับ
  5. ส่วนที่เห็นเป็นน็อต สีทองๆ นั้นไม่เกี่ยวครับ พอดีมันแอบมาโชว์ตัว หลายท่านอาจไม่ทราบครับว่ามันมีไว้ทำอะไร ผมบอกให้ก็ได้ครับ มันเป็นอแดปเตอร์ สำหรับต่อที่จุกลมจักรยานเสือหมอบ ครับให้เราสามารถสูบลม โดยใช้ที่สูบลมทั่วไปได้ครับ ผมจะเอาติดตัวไปด้วยครับเวลาออกไปปั่นจักรยาน เพราะหากเกิดยางรั่วขึ้นมา หากเราเปลี่ยนยางแล้ว เวลาเราสูบลมเข้าไปโดยใช้ที่สูบลมแบบพกพา มันจะสูบได้ไม่แข็งครับ ผมเลยพกเจ้าน็อตตัวนี้ไปด้วยเผื่อเวลาเจอปั้มน้ำมัน หรือร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ จะได้เข้าไปสูบลมเพิ่มให้แข็งตามต้องการได้ครับ ผมว่ามันสำคัญนะครับ

ขั้นตอนในการปะยางรถจักรยาน


  1. ใช้ที่งัดยางทำการงัดยางออกมาจากล้อจักรยาน ขั้นตอนนี้ผมไม่ได้ถ่ายรูปไว้ผมต้องขออภัยไว้ด้วยครับ
  2. สูบลมยางจักรยานนำยางในออกมาสูบลมเข้าพอประมานตามรูปครับ ไม่ต้องสูบเยอะครับแค่พอประมาณก็พอครับแล้วนำไปจุ่มน้ำเพื่อหารอยรั่วครับ






  3. ทำเครื่องหมายรอยรั่วจักรยานพอเราเจอรอยรั่ว แล้วเราก็ใช้ปากกาทำเครื่องหมายไว้ครับ สังเกตุ ผมจะวงกลมไว้ แล้วใช้กระดาษทรายที่เราเตรียมไว้ขัดรอบๆ จุดที่เราทำเครื่องหมายไว้ก่อนจะได้ไม่หลงครับ พอขัดรอบๆ เสร็จเราก็ขัดตรงกลางที่เราทำเครื่องหมายไว้ได้เลยครับ ส่วนจะขัดให้กว้างขนาดไหนนั้น เราจะขัดให้กว้างกว่า ที่ปะยางสำเร็จรูปนิดหน่อยครับ เวลาขัดก็ไม่ต้องออกแรงกดมากครับแค่ลูบๆ ก็พอครับเดี๋ยวยางทะลุครับ จุดประสงค์แค่ให้พื้นผิวสะอาดก่อนที่เราจะทากาวแค่นั้นเองครับ
  4. ทากาวยางจักรยานพอขัดเสร็จก็ทากาวได้เลยครับ ทาให้ทั่วตรงบริเวณที่เราขัดทำความสะอาดครับไม่ต้องหนามากครับพอดีๆ แล้วทิ้งไว้ประมาณ 2- 3 นาที เพื่อให้กาวแห้ง และหายเยิ้มครับ




  5. ที่ปะยางจักรยานสำเร็จรูปนำที่ปะยางสำเร็จรูปแปะไปตรงที่เราทากาวไว้ครับ แล้วบีบนวดให้แน่นๆ เพื่อให้ทั้งสองส่วนติดกันดีขึ้นครับ







  6. ปะยางจักรยานสำเร็จแล้วลอกแผ่นลองยางสำเร็จรูปออกครับ จะได้ยางที่ปะแล้วอย่างสวยงาม แล้วสามารถนำไปใช้ในโอกาสต่อไปได้ครับ ประหยัดดีครับ ไม่ต้องซื้อใหม่บ่อยๆ





  7. ยางจักรยานเมื่อปะแล้วม้วนยางเก็บให้เรียบร้อยสวยงาม โอ้ว!! เหมือนตอนที่ซื้อมาใหม่ๆ เลย แต่ขอโทษ เส้นนี้ 2 แผลแล้วครับ ประหยัดเงินในการเป๋าไปได้ 200 กว่าบาท อีกต่างหาก




และแล้วเราก็ได้ยางที่ทำการปะเรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถนำติดตัวไว้ เวลาออกไปปั่นจักรยานครั้งต่อไป เพื่อเป็นยางอะไหล่ เวลาเกิดยางรั่วได้ครับ เห็นไหมครับว่ามันไม่ยากเลย ลองหัดทำดูกันได้ครับ แถมยังประหยัดเงินอีกด้วยครับ ก่อนปะก็ดูสภาพยางก่อนนะครับ หากมันดูเปื่อยยุ่ย มีรอยถลอกเยอะๆ ก็ควรเปลี่ยนใหม่ดีกว่าครับ


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ: เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆในการดูแลรักษาจักรยาน